ภาคผนวก
การจัดการเรียนรู้
(รูปแบบการเรียนการสอน และการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ การจัดการชั้นเรียน
(การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน)
1. รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล
1.1
ความหมายของรูปแบบ (Model)
รูปแบบเป็
นรูปธรรมของความคิดที่เป็ นนามธรรม ซึ่งบุคคลแสดงออกมาในลักษณะใด หนึ่ ง เช่น เป็
น คําอธิบาย เป็นแผนผัง ไดอะแกรม หรือแผนภาพ
เพื่อช่วยให้ตนเองและบุคคลอื่นสามารถเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น
รู ปแบบเป็ นเครื่
องมือทางความคิดที่บุคคลใช้ในการสื บสอบหาคําตอบความรู้ความเข้าใจ ใน
ปรากฎการณ์ทั้งหลาย
ปกติการศึกษาวิจัยเรื่องใดๆ ก็ตาม ผู้ศึกษาจะต้องตั้งคําถามที่ต้องการคําตอบ ซึ่ง
ใน
กระบวนการวิจัยจะมีการตั้งสมมติฐานหรือชุดของสมมติฐานขึ้นมา
ซึ่งก็คือคําตอบที่คาดคะเนไว้ล่วงหน้า
สมมติฐานเหล่านี้มักจะได้มาจากข้อความรู้หรือข้อค้นพบที่ผ่านมา
หรื ออาจจะเกิดจาก ประสบการณ์หรื อการ
หยังรู้่(intuition)
ของผู้ศึกษาวิจัยหรื ออาจจะเกิดจากทฤษฎีหลักการต่างๆ สมมติฐานเป็
นข้อความที่บ่งบอกถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหรือตัวแปรต่างๆ
ของเรื่อง สถานการณ์ปัญหานั้นๆ ซึ่งจะยังคงเป็นเพียง
เครื่องมือในการแสวงหาคําตอบนั้นๆ
ซึ่งจะยังคงเป็นเพียง เครื่องมือในการแสวงหาคําตอบเท่านั้นจนกว่าจะ
ได้รับการนําไปพิสูจน์ทดสอบ
หากสมมติฐานเป็นจริง ข้อความนั้นจะสามารถนําไปใช้ในการทํานาย หรือ
อธิบายปรากฏการณ์นั้นๆ
ได้รูปแบบเช่นเดียวกันกับ สมมติฐานที่บุคคลอาจสร้างขึ้นจากความคิด ประสบการณ์
การใช้อุปมาอุปไมย
หรือจากทฤษฎีและ หลักการต่างๆ ได้ แต่รูปแบบไม่ใช่ทฤษฎีKeevesดีฟส์J.,1997( : 386
387)
รูปแบบโดยทัวไปจะต้องมี่องค์ประกอบที่สําคัญดังนี้
1.
รูปแบบจะต้องนําไปสู่การทํานายprediction)(
ผลที่ตามมา ซึ่งสามารถพิสูจน์ ทดสอบได้ กล่าวคือ
สามารถนําไปสร้างเครื่องมือเพื่อไปพิสูจน์ทดสอบได้
2.
โครงสร้างของรูปแบบจะต้องประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงสาเหตุcausalrelationship)(
ซึ่งสามารถ ใช้อธิบายปรากฏการณ์เรื่องนั้นได้
3. รู ปแบบจะต้องสามารถช่วยสร้างจินตนาการimagination)( ความคิดรวบยอด (concept) และ
ความสัมพันธ์interrelations)(
รวมทั้งช่วยขยายขอบเขตการสืบเสาะความรู้
4. รู ปแบบควรจะประกอบด้วยความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างStructural( relationships) มากกว่า
ความสัมพันธ์เชิงเชื่อมโยงassociative(
relationships)
รูปแบบ Model)( ที่ใช้กันอยู่โดยทัวไปมี่
4 แบบ หรือ 4 ลักษณะ คือKaplan,( 1964 อ้างถึง ใน Keeves, 1997 : 386 387)
1.
รูปแบบเชิงเปรียบAnalogue(
Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกในลกย4ของการเปรียบเทียบสิ่ง ต่างๆ อย่างน้อย2สิ่งขึ้นไป
รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมากทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ สังคมศาสตร์และ พฤติกรรมศาสตร์
2.
รูปแบบเชิงภาษาSemantic(
Model) ได้แก่ ความคิดแสดงออกผ่านทางการใช้ภาษา (พูดและเขียน)
รูปแบบลักษณะนี้ใช้กันมากทางด้านศึกษาศาสตร์
3.
รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์Mathematical(
Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกผ่านทางสูตร คณิตศาสตร์ ซึ่งส่วนมากจะเิดขึ้นหลังจากได้รูปเชิงภาษาแล้ว
4.
รู
ปแบบเชิงแผนผังSchematic( Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงออกผ่านทางแผนผัง แผนภาพ
ไดอะแกรม กราฟ เป็ นต้น
5.
รูปแบบเชิงสาเหตุCausal(
Model) ได้แก่ ความคิดที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุระหว่าง
ตัวแปรต่างๆ ของสถานการณ์ปัญหาใดๆ
รูปแบบด้านศึกษาศาสตร์มักจะเป็นแบบนี้เป็นส่วนใหญ่
จากข้อความข้างต้น
จะเห็นได้ว่า รูปแบบทางด้านศึกษาศาสตร์ มักจะเป็ นรูปแบบเชิงสาเหตุ และการใช้
คําว่ารูปแบบการเรียนการสอนมีความหมายในลักษณะเดียวกันกับระบบการเรียนการสอน
หากพิจารณาตามนัย ของคุณสมบัตินเป็นองค์ประกอบสําคัญ กล่าวคือ
เป็นลักษณะของการเรียนการ สอนที่จัดขึ้นอย่างเป็นระบบ ระเบียบตามปรัชญา ทฤษฎี
หลักการ หรื อความเชื่อต่างๆ โดยมีความ ครอบคลุมองค์ประกอบที่สําคัญๆ ของ
การศึกษาหรื อการเรี ยนการสอนในภาพรวมและนิยมใช้คําว่า“รูปแบบ” กับระบบที่ย่อยกว่าดยเฉพาะกับโ
“วิธีการสอน” นันเอง่
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงสามารถให้คํานิยามได้ว่า“รูปแบบการเรี
ยนการสอน คือ สภาพ ลักษณะ ของการ เรี
ยนการสอนที่ครอบคลุมองค์ประกอบสําคัญซึ่งได้รับการจัดไว้อย่างเป็ นระเบียบ ตามหลัก
ปรัชญา ทฤษ
หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อต่างๆ โดยประกอบ ว้
กระบวนการหรือขั้นตอนสําคัญ ในการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่างๆ
ที่สามารถช่วยให้สภาพการเรียนการสอน นั้นเป็นไปตามทฤษฎี
หลักการหรือแนวคิดที่ยึดถือและได้รับการพิสูจน์ ทดสอบ หรื อยอมรับว่ามี
ประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็ นแ แผนในการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะของรูปแบบ
นั้นๆ” ดังนั้น รูปแบบการเรียนการสอนจึง จําเป็นต้องมีองค์ประกอบสําคัญๆ ดังนี้
ก. มีปรัชญา ทฤษฎีหลักการ แนวคิด
หรือความเชื่อที่เป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักของรูปแบบ การสอน
นั้นๆ
ข. มีการบรรยายและอธิบายสภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับ
ค
มีการจัดระบบ
คือ มีการจัดองค์ประกอบ คือ มีการจัดองค์ประกอบและความสัมพัน มของระบบให้
สามารถนําผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของระบบหรือกระบวนการนั้นๆ
ขององค์ประกอบของระบบให้สามารถนําผู้เรียนไปสู่เป้าหมา
ง. มีการอธิบายหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่างๆ
อันจะช่วยให้ กระบวนการเรี ยน การสอนนั้นๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
รูปแบบการเรียนการสอนจะต้องได้รับการพิสูจน์ทดสอบ
สามารถทํานายผลที่จะเกิดตามมา ได้ และมี
ศักยภาพในการสร้างความคิดรวบยอดและความสัมพันธ์ใหม่ๆ ได้
1.2
รูปแบบการเรียนการสอนและระบบการเรียนก
ในการจัดระบบใดๆ
ก็ตาม ย่อมต้องมีการกําหนดองค์ประกอบและจัดองค์ประกอบของ ระบบให้มี
ความสัมพันธ์กันอย่างดี เพื่อนําไปสู่ จุดมุ่งหมายที่ต้องการ ซึ่
งอาจจะจัดในกรอบความคิดของ ตัว กระบวนการกลไกควบคุม ผลผลิต และข้อมูลป้อนกลับ
หรือจัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ของระบบนั้น
ให้เป็นไปตามลําดับขั้นตอนที่จะช่วยให้ระบบนั้นมีประสิทธิภาพ ดังนั้นระบบการจัดการ
เรียนการสอนก็คือ
องค์ประกอบต่างๆ
ของการเรียนการสอนที่ได้รับการจัดไว้ให้มีความสัมพันธ์และงเสริมกันอย่างเป็ส่ นระเบียบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนตามจุดมุ่งหมายที่กําหนดไว้ ระบบการจัดการ เรี
ยนการสอนเป็ นระบบย่อยข ระบบการศึกษา และอาจจัดได้ในลักษณะที่เป็ นระบบใหญ่ คือเป็
นระบบ ที่ครอบคลุมองค์ประกอบของการ เรียนการสอนมาจัดเป็ นระบบย่อยๆ ลงไปอีกก็ได้
ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนนั้น
หมายถึง “สภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการ สอนนั้น อย่าง เป็
นระบบระเบียบตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลัก แนวคิด หรื อความเชื่อต่างๆ โดยมีการจัด
กระบวนการหรื อ ขั้นตอนในการเรียนการสอนโดยอาศัยวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่างๆ
เข้าไปช่วยทํา ให้สภาพการเรี ยนการ สอนนั้นเป็นไปตามหลักการที่ยึดถือ
และได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็น แบบแผนได้”
เมื่อเป็นเช่นนี้จะเห็นได้ว่า
กระบวนการจัดการเรียนการสอนใดจะกลายเป็นรูปแบบได้นั้น ก็จะต้อง
ผ่านการจัดองค์ประกอบต่างๆ
ให้เป็ นระบบเสียก่อนงก็แน่นอนว่าในการจัดระบบจะต้องซึ่ คํานึงถึงทฤษฎีและ
หลักการรวมทั้งสภาพการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นระบบจะจัดการเรียนการสอนกับ
รูปแบบการเรียนการสอน
จึงมีความหมายที่แท้จริงตรงกันในสาระหลักที่สําคัญด้วยเหตุนี้เราจึงมักเห็น
การใช้คํา 2 คํานี้สลับทดแทนกัน บ่อยๆ
อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าคําทัสองจะมีความในสาระหลักเหมือนกัน แต่ถ้าสังเกตและ วิเคราะห์จากการ
ใช้กันโดยทัวๆ่ ไปแล้วจะเห็นได้ว่า มีความนิยมในการใช้แตกต่างกันไปบ้าง
ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า “ระบบ การจัดการเรียนการสอนเป็
นระบบย่อยของระบบการศึกษา และอาจจัดได้ใน ณะที่เป็ นระบบใหญ่อบคลุมซึ่งคร
องค์ประกอบย่อยๆ ของการเรี ยนการสอนมาจัดเป็ นระบบย่อยๆ ลงไปอีกก็ได้” จากการสังเกตและวิเคราะห์
ผลงานของนักการศึกษาผู้ค้นคิดระบบและรูปแบบการจัดการ เรียนการสอนต่างๆ พบว่า
นักศึกษานิยมใช้คําว่า “ระบบ ในความหมายที่เป็ นระบบใหญ่ เช่น ระบบ การศึกษา หรื
อถ้าเป็บบกานระเรี ยนการสอนมาเป็
นระบบ การเรียนการสอน ก็จะครอบคลุมองค์ประกอบสําคัญๆ ของการเรี ยนการ สอนในภาพรวม
และนิยมใช้ คําว่า “รูปแบบ” กับระบบที่ย่อยกว่า โดยเฉพาะกับ“วิธีสอน”ซึ่งเป็
นองค์ประกอบย่อยที่สําคัญของระบบการเรี ยนการ สอน ดังนั้นการนําวิธีการเรียนการสอนใดๆ
มาจัดทําอย่างมีระบบตามหลักและวิธีการจัดระบบแล้ว
วิธีการสอนนั้น ก็จะกลายเป็น “ระบบวิธีสอน หรือที่นิยมเรียกว่า“รูปแบบการเรียนการสอน”
ดังนั้น
จึงสรุปได้ว่า ระบบการจัดการเรียนการสอน กับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนนน มี
ความหมายเหมือนกัน แต่นิยมใช้ต่างกันในแง่ของระบบใหญ่และระบบย่อย ระบบการจัดการเรี
ยนการ สอน
นิยมใช้กับระบบใหญ่ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสําคัญของการเรียนการสอนในภาพรวม ส่วน
รูปแบบการเรียน การสอนนิยมใช้กับระบบที่ย่อยกว่า เช่น ระบบวิธีสอนแบบต่างๆ
ซึ่งในหัวข้อต่อไปจะ เสนอตัวอย่างระบบวิ
สอนหรือรูปแบบการเรียนการสอนหรือรูปแบบการเรียนการสอนแบบต่างๆ
ที่สําคัญเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจ ขึ้น
และช่วยให้แนวทางที่จะจะสามารถนําไปใช้ประโยชน์ต่อไป
1.3
รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล
รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากลซึ่งผู้เขียนได้คัดเลือกมากล่าวในบทนี้ล้วนได้รับการ
พิสูจน์ ทดสอบประสิทธิภาพมาแล้ว และมีผู้นิยมนําไปใช้ในการเรียนการสอนโดยทัวไป่
แต่เนื่องจาก รูปแบบการเรียน การสอนดังกล่าวมีจํานวนมาก
เพื่อความสะดวกในการศึกษาและนําไปใช้ ผู้เขียนจึงได้ จัดหมวดหมู่ของรูปแบ
เหล่านั้นตามลักษณะของวัตถุประสงค์เฉพาะหรือเจตนารมณ์ของรูปแบบ ซึ่ง
สามารถจัดกลุ่มได้เป็5หมวดน ดังนี้
1. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านพุทธิพิสัยcognitive
domain)(
2. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านจิตพิสัยaffective
(domain)
3. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัยpsycho-
(motor domain)
4. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการprocess(
skills)
5.
รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการintegration)(
เนื่องจากจํานวนรูปแบบและรายละเอียดของแต่ละรูปแบบมีมากเกินกว่าที่จะนําเสนอไว้ใน
ที่นี้ได้
ทั้งหมด ผู้เขียนจึงได้คัดสรร
และนําเสนอเฉพาะรูปแบบที่ผู้เขียนประเมินว่า เป็ นรู ปแบบที่จะเป็ น ประโยชน์ต่อ
ครู ส่วนใหญ่และมีโอกาสนําไปใช้ได้มาก โดยผู้เขียนจะเสนอเฉพาะสาระที่เป็
นแก่นสําคัญ4 ของรู ปแบบ ประการ คือ ทฤษฎีหรือหลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรู
ปแบบ กระบวนการของ รู ปแบบ และผลที่จะ ได้รับจากการใช้รูปแบบ
ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านได้ภาพรวมของรูปแบบ อันจะช่วยให้ตัดสินใจในเบื้องต้นได้ว่า
แบบใดมีลักษณะตรงกับความต้องการของตน หากตัดสินใจแล้วต้องการ
รายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบใด สามารถนําไปศึกษาเพิมเติมได้จากหนังสือซึ่งให้ราย่
ๆ มา บรรณานุกรม
อนึ่ง
รูปแบบการเียนการสอนที่นําเสนอนี้ล้วนเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีลักษณะ
ยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลางทั้งสิ้น
เพียงแต่มีความแตกต่างกันตรงจุดของด้านที่ต้องการพัฒนาในตัวผู้เรีและปริยน มาณของ
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งมีมากน้อยแตกต่างอย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านพึงระลึกอยู่เสมอ
ว่า แม้รู
ปแบบแต่ละหมวดหมู่จะมีจุดเน้นที่แตกต่างกันก็มิได้หมายความว่ารูปแบบนั้นไม่ได้ใช้หรือพัฒนา
ความสามารถทางด้านอื่นๆ เลย อันที่จริงแล้วกา ส นแต่ละครั้ง
มักประกอบไปด้วยองค์ประกอบทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย
รวมทั้งทักษะกระบวนการ ทาง สติปัญญา
เพราะองค์ประกอบทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด การจัดหมวดหมู่ของรูปแบบ
เป็นเพียง เครื่องแสดงให้เห็นว่า
รูปแบบนั้นมีวัตถุประสงค์หลักมุ่งเน้นไปทางหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนประกอบด้านอื่นๆ
ก็ ยังคงมีอยู่เพียงแต่จะมีน้อยกว่าจุดเน้นเท่านั้น
1. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านพทธิพิสัยุ
(Cognitive Domain)
รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียน
เกิดความรู้ความ
เข้าใจในเนื้อหาสาระต่างๆ
ซึ่งเนื้อหาสาระนั้นอาจอยู่ในรูปของข้อมูล ข้อเท็จจริง มโนทัศน์หรื อความคิดรวบ
ยอด รูปแบบที่คัดเลือกมานําเสนอในที่นี้มี5 รูปแบบดังนี้
1.1 รูปแบบการเรียนการสอนมโนทัศน์
1.2 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดของกานเย
1.3 รูปแบบการเรียนการสอนโดยการนําเสนอมโนทัศน์กว้างล่วงหน้า
1.4 รูปแบบการเรียนการสอนเน้นความจํา1.5 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังความคิด
1.1
รูปแบบการเรียนการสอนมโนทัศน์(Concept Attainment Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
เนอร์ยึดนาว
และออสตินBruner,( Goodnow, and Austin) เกี่ยวกับการเรี ยนรู้มโนทัศน์Ñ21 “Concept
attainment is the search for and listing of attributes that can be used to
distinguish exemplars from nonexemplars of various categories” (Bruner et al.,
1967: 233) ซึ่งหมายความว่ากรเรียนรู้มโนทัศน์ของสิ่งใด สิ่งหนึ่งนั้น
สามารถทําได้โดยการค้นหาคุณสมบัติเฉพาะที่สําคัญของสิ่งนั้น
เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจําแนกสิ่ง ที่ใช่และไม่ใช่สิ่งนั้นออกจากกันได้
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ของเนื้อหาสาระต่างๆ
อย่างเข้าใจ และ สามารถให้คํานิยาม ของมโนทัศน์นั้นด้วยตนเอง
ค.
กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ
ขั้นที่1 ผู้สอนเตรียมข้อมูลสําหรับให้ผู้เรียนฝึ
กหัดจําแนก
1.
ผู้สอนเตรียมข้อมูล2ชุด
ชุดหนึ่งเป็ นตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน อีกชุดหนึ่ช้ งไม่ใ
ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน
2.
ในการเลือกตัวอย่างข้อมูล2ชุดข้างต้น
ผู้สอนจะต้องเลือกหาตัวอย่างที่มีจํานวนมาก พอที่จะครอบคลุม
ลักษณะของมทัศน์ี่ต้องการนั้น
3.
ถ้ามโนทัศน์ที่ต้องการสอนเป็
นเรื่องยากและซับซ้อนหรื อเป็ นนามธรรมอาจใช้วิธีการยก เป็นตัวอย่างเรื่องสั้นๆ
ที่ผู้สอนแต่งขึ้นเองนําเสนอแกผู้เรียน
4.
ผู้สอนเตรียมสื่อการสอนที่เหมาะสมจะใช้ประกอบการนําเสนอตัวอย่าง
มโนทัศน์เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะต่างๆ ของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนอย่างชัดเจน
ขั้นที่2 ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน
ผู้สอนชี้แจง วิธีการเรียนรู้ให้ผู้เรียน เข้าใจก่อนเริ่มกิจกรรม
โดยอาจสาธิตวิธีการและให้ผู้เรียนลองทําตามที่ผู้สอนบอล จนกระทั้งผู้เรียนเกิดความ
เข้าใจพอสมควร ขั้นที่3 ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน
และข้อมูลที่ไม่ใช้ ตัวอย่างของมโนทัศน์ ต้องการสอน
การนําเสนอข้อมลตัวอย่างนี้ทําได้หลายแบบแต่ละแบบมีจูดเด่นุ
จดด้อยุ ดังต่อไปนี้
1.
นําเสนอข้อมูลที่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนทีละข้อมูลจนหมดทั้งชุด
โดย บอกใหผู้เรี ยนรู้ว่าเป็ น
ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนแล้วตามด้วยการเสนอข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะ
สอนทีละข้อมูล จนครบหมด
ทั้งชุดเช่นกันโดยบอกให้ผู้เรียนรู้ว่าตัวอย่างชุดหลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะสอน
ผู้เรียนจะต้องสังเกตตัวอย่างทั้ง 2 ชุด
และคิดหาคุณสมบัติร่วมและคุบัติที่แตกต่างกัน
เทคนิควิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้เรียนสร้างมโนทัศน์ได้เร็ว แต่ใช้กระบวนการคิดน้อย
2.
เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนสลับกันไปจนครบ
เทคนิค วิธีนี้จะช่วยสร้างมโน
ทัศน์ได้ช้ากว่าเทคนิคแรกแต่ได้ใช้กระบวนการคิดมากกว่า
3.
เสนอข้มูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนอย่างละ
1 ข้อมูล แล้วเสนอ ข้อมูลที่เหลือทั้งหมด ทีละข้อมูล โดยให้ผู้เรียนตอบว่าข้อมูลแต่ละข้อมูลที่เหลือนั้นใช่หรือไม่ใช่ตัวอย่างที่จะสอน
เมื่อผู้เรียนตอบ ผู้สอนจะเฉลยว่าผู้เรียนตอบถูกหรือผิด
วิธีนี้ผู้เรียนจะได้ใช้กระบวนการคิดใน การทดสอบสมมติฐานของตนไป ทีละขั้นตอน
4.
เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างสิ่งที่จะสอนอย่างละ
1 ข้อมูล แล้วให้ผู้เรี ยน ช่วยกันยกตัวอย่าง
ข้อมูลที่ผู้เรียนคิดว่าใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน
โดยผู้สอนจะเป็นผู้ตอบว่าใช่หรือ ไม่ใช่วิธีนี้ผู้เรียนจะมีโอกาส คิดมากขึ้นอีก
ขั้นที่4 ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน
จากกิจกรรมที่ผ่านมาในขั้นต้นๆ
ผู้เรียนจะต้องพยายามหาคุณสมบัติเฉพาะของ ตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่
สิ่งที่ผู้สอนต้องการสอนและทดสอบคําตอบของตน หากคําตอบของตนผิด ผู้เรียน
ก็จะต้องหาคําตอบใหม่ซึ่งก็ หมายความว่าต้องเปลี่ยนสมมติฐานที่เป็าตํนขอบเดิม
ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะ ค่อยๆ สร้างความคิดรวบยอดของ สิ่งนั้นขึ้นมา
ซึ่งก็มาจากคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งนั้นนันเอง่
ขั้นที่5 ให้ผู้เรียนสรุปและให้คําจํากัดความของสิ่งที่ต้องการสอน
เมื่อผู้เรียนได้รายการของ คุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอนแล้ว
ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันเรียบเรียงให้เป็ นคํานิยาม หรือคําจํากัดความ
ขั้นที่6 ผู้สอนและผู้เรี
ยนอภิปรายร่ วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรี ยนใช้ในการหาคําตอบให้ ผู้เรี ยนได้เ
เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง
เนื่องจากผู้เรีกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ยจากการคิด
วิเคราะห์และตัวอย่างที่หลากหลาย ดังนั้นผลที่ ผู้เรียนจะได้รับโดยตรงคือ
จะเกิดความเข้าใจในมโนทัศน์นั้น และได้เรียนรู้ทักษะ การใช้มโนทัศน์ซึ่งสามารถ
นําไปใช้ในการทําความเข้าใจมโนทัศน์อื่นๆ ต่อไปได้รวมทั้งช่วยพัฒนา
ทักษะการใช้เหตุผลโดยการอุปนัย (inductive reasoning) อีกด้วย
1.2
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดของกานเย (Gagne's Instructional Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
กานเย่ Gagne,( 1985 : 70 - 90) ได้พัฒนาทฤษฎีเงื่อนไขการเรี
ยนรู้Conditions( of Learning) ซึ่งมี2
ส่วนใหญ่ๆ
คือ ทฤษฎีการเรี ยนรู้และทฤษฎีการจัดการเรี ยนการสอน ทฤษฎีการเรี ยนรู้
ของกานเยอธิบายว่า
ปรากฏการณ์การเรียนรู้มีองค์ประกอบ2ส่วนคือ
1.
ผลการเรี
ยนรู้หรื อความสามารถด้านต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่5ประเภทงมีอยู่คือ ทักษะทางปัญญา
(intellectual
skills) ซึ่ งประกอบด้วยการจําแนกแยกแยะ การสร้างความคิดรวบยอด การ สร้างกฎ
การสร้าง กระบวนการหรือกฎชั้นสูง ความสามารถด้านต่อไปคือ กลวิธีในการเรียนรู้(cognitive
strategy) ภาษาหรือคําพูด (verbal information) ทักษะการเคลื่อนไหวmotor( skills) และเจตคติ(attitudes)
2.
กระบวนการเรี
ยนรู้และการจดจําของมนุษย์ มนุษย์มีกระบวนการจัดการกับ ข้อมูลที่สะสมไว้มา พิจารณาเลือกจัดกระทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
และขณะที่กระบวนการจัดกระทําข้อมูลภายใน สมองกําลังเกิดขึ้น
เหตุการณ์ภายนอกร่างกายมนุษย์มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมหรือการยับยังการเรียนรู้ที่้เกิดขึ้นภายในได้ดังนั้นใน
การจัดการเรี ยนการสอน การ์เย่จึงได้สรุ ปแนะว่า ควรมีการจัดสภาพการเรี ยน
การสอนให้เหมาะสมกับการ เรี ยนรู้แต่ละประเภท ซึ่ งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน
และส่งเสริ ม กระบวนการเรี ยนรู้ภายในสมอง โดยจัด
สภาพการณ์ภายนอกให้เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ภายในของ ผู้เรียน
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ
ได้อย่างดีรวดเร็ว และสามารถ จดจําสิ่งที่เรียนได้นาน
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การเรียนการสอนตามรูปแบบของกานเย
ประกอบด้วยการดําเนินการเป็นลําดับ ขั้นตอนรวม 9 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่1 กระตุ้นและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน
เป็ นการช่วยให้ผู้เรียนสามารถรับ สิ่งเร้า หรือสิ่งที่จะเรียนรู้ได้
ขั้นที่2 การแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนให้ผู้เรียนทราบ
เป็ นการช่วยให้ผู้เรียน ได้รับรู้ความคาดหวั
ขั้นที่3 การกระตุ้นให้ระลึกถึงความรู้เดิม
เป็ นการช่วยให้ผู้เรี ยนดึงข้อมูลเดิมที่อยู่ ในหน่วยคว ระยะยาวให้มาอยู่หน่วยความจําเพื่อการใช้งานWorking(
memory) ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรี ยน เกิดความพร้อมในการ
เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม
ขั้นที่5 การให้แนวการเรี
ยนรู้หรื อการจัดระบบข้อมูลให้มีความหมาย เพื่อช่วยให้ ผู้เรี ยนสามารถทํา
ความเข้าใจกับสาระที่เรียนได้ง่ายและเร็วขึ้น
ขั้นที่6 การกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ
เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาส ตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสาระที่ เรียน
ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน
ขั้นที่7 การให้ข้อมูลป้อนกลับ
เป็ นการให้การเสริมแรงแก่ผู้เรียน และข้อมูลที่ เป็ นประโยชน์แก่ผู้เร ขั้นที่2 การประเมินผลการแสดงออกของผู้เรี
ยน เพื่อช่วยให้ผู้เรี ยนทราบว่าตนเอง สามารถบรรลุ
วัตถุประสงค์ได้มากน้อยเพียงใด
ขั้นที่9 การเสริมสร้างความคงทนและการถ่ายโอนการเรี
ยนรู้โดยการให้โอกาส ผู้เรี ยนได้มีการฝึ กฝน
อย่างเพียงพอและในสถานการณ์ที่หลากหลาย
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ขึ้น และสามารถถ่ายโอน
การเรียนรู้ไปสู่สถานการณ์อื่นๆ ได้
ง.ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
เนื่องจาการเรียนการสอนตามรูปแบบนี้จัดขึ้นให้ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และจดจําของมนุษย์
ดังนั้น ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้สาระที่นําเสนอได้อย่างดีรวดเร็ว
และจดจําสิ่งที่เรียนรู้ได้นาน นอกจากนั้น
ผู้เรียนยังได้เพิมพูนทักษะในการจัดระบบข้อมูล่ สร้างความหมายของข้อมูล
รวมทั้งการแสดงความสามารถของ ตนด้วย
1.3
รูปแบบการเรียนการสอน โดยการนําเสนอมโนทัศน์กว้างล่วงหน้า (Advance Organizer
Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
จอยส์และวีลJoyce( and
Well, 1996 : 295 – 278) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้น โดย แนวคิดของออซูเบล
(Ausubel) เกี่ยวกับการนําเสนอมโนทัศน์ล่วงหน้าAdvanced(
Organizer) เพื่อการ เรี ยนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful verbal learning) ออซูเบลเชื่อว่า
การเรียนรู้จะมีความหมายเมื่อสิ่งที่เรียนรู้สามารถเชื่อมโยงกับ
ความรู้เดิมของผู้เรียน ดังนั้นในการสอนสิ่งใหม่สาระความรู้ใหม่ผู้สอนควร
วิเคราะห์หาความคิดรวบยอด ย่อยๆ ของสาระที่จะนําเสนอ จัดทําผังโครงสร้างของความคิดรวบยอด
1
แล้ววิเคราะห์หามโนทัศน์หรื
อความคิดรวบยอดที่กว้างครอบคลุมความคิดรอบยอดย่อยๆ ที่ สอน
หากครูนําเสนอมโนทัศน์ที่กว้างดังกล่าวแก่ผู้เรียนก่อนการสอนเนื้อหาสาระใหม่ขณะทผู้เรียนกําลัง่
เรียนรู้สาระใหม่ผู้สอนจะสามารถนําสาระใหม่นั้นไปเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับมโนทัศน์กว้างที่ให้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ทําให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายแก่ผู้เรียน
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ได้เรียนรู้เนื้อหาสาระ ข้อมูลต่างๆ
อย่างมีความหมาย
ค.
กระบวนการเรียนการสอน
ขั้นที่1
การจัดเตรียมโนทัศน์กว้าง
ครูจัดเตรียมมโนทัศน์กว้าง
โดยการวิเคราะห์หามโนทัศน์ที่กว้าง และครอบคลุม ความคิดรวบยอดของ
เนื้อหาสาระใหม่ทั้งหมด
มโนทัศน์ที่กว้างนี้จะไม่ใช่สิ่งเดียวกับ มโนทัศน์ของ สาระใหม่ที่จะสอน แต่เป็
นมโน ทัศน์ในระดับที่เหนือขึ้นไป หรือสูงกว่า ซึ่งจะมีลักษณะเป็นนามธรรม มากกว่า
ปกติมันจะเป็นมโนทัศน์ของ วิชานั้นหรือสายวิชานั้น
การนําเสนอมโนทัศน์กว้างนี้ล่วงหน้าก่อน การสอน จะเป็นเหมือนการ “preview” บทเรียน
ซึ่งจะเป็ นคนละอย่างกับ“overview” หรือการให้ดูภพรวมของสิ่งที่จะสอน
การนําเสนอภาพรวมของ สิ่งที่จะสอน การทบทวนความรู้เดิม การซักถาม ความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่องที่จะสอน
การ บอกวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน เหล่านี้ไม่นับว่าเป็น “advance organizer” ซึ่งจะต้องมีลักษณะที่กว้าง
ครอบคลุมและมีความเป็น นามธรรมอยู่ในระดับสูงกว่าสิ่งที่จะสอน (higher level of
abstraction)
ขั้นที่2 การนําเสนอมโนทัศน์กว้าง
1.ผู้สอนชี้แจงวัตถุประสงค์ของบทเรียน
2.
ผู้สอนนําเสนอมโนทัศน์กว้าง
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การบรรยายสั้นๆ แสดง แผนผังมโนทัศน์ ยกตัวอย่าง
หรือใช้การเปรียบเทียบ เป็ นต้น
ขั้นที่3
การนําเสนอเนื้อหาสาระใหม่ของบทเรียน ผู้นําเสนอเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ
ตามปกติแต่ในการนําเสนอ
ผู้สอนควรกล่าวเชื่อมโยงกับมโนทัศน์ที่ให้ล่วงหน้าไว้เป็
นระยะๆ ขั้นที่4 การจัดโครงสร้างความรู้
ผู้สอนส่งเสริมกระบวนการจัดโครงสร้างความรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
ส่งเสริมการผสมผสา
ความรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตัวในการเรียนรู้และทําความกระจ่างในสิ่งที่เรียนรู้โดยใช้วิธีการต่างๆ
เช่น
1.
อธิบายภาพรวมของเรื่องที่เรียน
2. สรุปลักษณะสําคัญของเรื่อง 3. บอกหรือเขียนคํานิยามที่กะทัดรัด ชัดเจน 4.
บอกความแตกต่างของสาระในแง่มุมต่างๆ
5. อธิบายว่าเนื้อหาสาระที่เรียน
สนับสนุนหรือส่งเสริมมโนทัศน์กว้างที่ให้ไว้ล่วงหน้าอย่างไร
6. อธิบามายความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาสาระใหม่กับมโนทัศน์กว้างที่ให้ไว้ล่วงหน้า
7. ยกตัวอย่างเพิมเติมจากสิ่่งที่เรียน 8.
อธิบายแก่นสําคัญของสาระที่เรียนโดยใช้คําพูดของตัวเอง
9. วิเคราะห์สาระในแง่มุมต่างๆ
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผลโดยตรงที่ผู้เรียนจะได้รับก็คือเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระและข้อมูลของ
บทเรียนอย่างมี
ความหมาย
เกิดความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียนและสามารถจัดโครงสร้าง ความรู้ของ
ตนเองได้นอกจากนั้นยังได้ พัฒนาทักษะและอุปนิสัยในการคิด และเพิมพูนความใฝ่รู้่
1.4
รูปแบบการเรียนการสอนเน้นความจํา (Memory Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบนี้พัฒนาขึ้นโดย จอยส์และวีลJoyce( &
Weil, 1996 : 209 - 231) โดย อาศัยหลัก 6 ประการ คือ
1. การตระหนักรู้awareness)(
ซึ่งกล่าวว่า การที่บุคคลจะจดจําสิ่งใดได้ดีนั้น จะต้องเริ่มจากการรับรู้สิ่ง นั้น
หรือการสังเกตสิ่งนั้นอย่างตั้งใจ
2. การเชื่อมโยงassociation)( กับสิ่งที่รู้แล้วหรือจําได้
3.
ระบบการเชื่อมโยงlink(
system) คือระบบในการเชื่อมความคิดหลายความคิด เข้าด้วยกันในลักษณะ
ที่ความคิดหนึ่งจะไปกระตุ้นให้สามารถจําอีกความคิดหนึ่งได้
4.
การเชื่อมโยงที่น่าขบขันridiculous(
association) การเชื่อมโยงที่จะช่วยให้ลจดจําได้ดีนับุคค้น มักจะ
เป็นสิ่งที่แปลกไปจากปกติธรรมดา การเชื่อมโยงในลักษณะที่แปลก เป็นไป
ไม่ได้ชวนให้ขบขัน มักจะประทับ ในความทรงจําของบุคคลเป็ นเวลานาน
5. ระบบการใช้คําทดแทน
6. การใช้คําสําคัญkey( Word) ได้แก่ การใช้คํา
อักษรหรือพยางค์เพียงตัวเดียว ระตุ้นให้จําสิเพื่อช่วย่ง
อื่นๆ
ที่เกี่ยวกันได้
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มีวัตถุประสงค์ช่วยให้ผู้เรียนจดจําเนื้อหาสาระที่เรียนรู้ได้ดีและได้นาน
และได้เรียนรู้กลวิธี
การจํา
ซึ่งสามารถนําไปใช้ในการเรียนรู้สาระอื่นๆ ได้อีก
ในการเรียนการสอนเนื้อหาสาระใดๆ
ผู้สอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนจดจําเนื้อหา สาระนั้นได้ดีและนาน โดยดําเนินการดังนี้
ขั้นที่1 การสังเกตหรือศึกษาสาระอย่างตั้งใจ
ผู้สอนช่วยให้ผู้เรียนตระหนักรู้ในสาระที่เรียน
โดยการใช้เทคนิคต่างๆ เช่น ให้สีดเส้นใต้คําประเ สําคัญ
ให้ตั้งคําถามจากเรื่องที่อ่าน ให้หาคําตอบของคําถามต่างๆ เป็นต้น
ขั้นที่2 การสร้างความเชื่อมโยง
เมื่อผู้เรียนได้ศึกษาสาระที่ต้องการเรียนรู้แล้ว
ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงเนื้อหาส่วนต่างๆ ที่ต้องการจดจํากับสิ่ง ที่ตนคุ้นเคย เช่น
กับคําภาพหรือความคิดต่างๆ (ตัวอย่างเช่น เด็กจําไม่ได้ว่าค่าย บางระจัน
อยู่จังหวัดอะไร จึ โยงความคิดว่า ชาวบ้านบางระจันเป็ นคนกล้าหาญ
สัตว์ที่ถือว่าเก่งกล้า คือ สิงโต บางระจันจึงอยู่ที่จั
สิงห์บุรี)
หรือให้หาหรือคิดคําสําคัญ ที่สามารถกระตุ้นความจําในข้อมูลนๆที่เกี่ยวข้องกันื่
เช่น4 สูตรMหรื อ ทดแทนคําที่ไม่คุ้นหรือยากด้วยคํา ภาพ หรือความหมายอื่น หรือ
การใช้คําเชื่อมโยงความคิดเข้าด้วยกัน
ขั้นที่3 การใช้จินตนาการ
เพื่อให้จดจําสาระได้ดีขึ้น
ให้ผู้เรียนใช้เทคนิคการเชื่อมโยงสาระต่างๆ ให้เห็นเป็น ภาพที่น่าขบขัน เกิน
ความเป็ นจริง
ขั้นที่4 การใช้เทคนิคต่างๆ ที่ทําไว้ข้างต้น
ในการทบทวนความรู้และเนื้อหาสาระ ต่างๆ จนกระทังจดจํา่
ได้
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
การเรียนโดยใช้เทคนิคช่วยความจําต่างๆ ของรูปแบบ
นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียน สามารถจดจําเนื้อหา
สาระต่างๆ
ที่เรียนได้ดีและได้นานแล้ว ยังช่วยให้ผู้เรี ยนเกิดการเรี ยนรู้กลวิธีการจํา
ซึ่งสามารถนําไปใช
เรียนรู้สาระอื่นๆ
ได้อีกมาก
1.5
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิก (Graphic Organizer Instructional Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
โจนส์และคณะ(Jones et al., 1989 : 20 – 25) คล้าก
Clarke,( 1991 : 526 – 534) จอยส์และคณะ Joyce(
et
al., 1992 : 159 - 165) ได้พัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิกขึ้น
โดยใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนการทาง
สมองในการประมวลข้อมูลInformation(
Processing Theory) ซึ่งกล่าวว่า กระบวนกา
เรียนรู้เกิดขึ้นได้จาก
องค์ประกอบสําคัญ3ส่วนด้วยกัน ได้แก่
ความจําข้อมูลinformation( storage) กระบวนการทางปัญญา
สัมผัสsensory(
memory) ซึ่งเป็ นความจําที่เกิดขึ้นหลังจากการ ตีความสิ่งเร้าที่รับรู้มาแล้ว
และจะเก็บข้อมูลไว้
ได้ชัวคราวประมาณ่
20 วินาทีความจําประเภทนี้ทําหน้าที่ในการคิด (mental operation) ส่วนความจําระยะยาว
(long term
memory) เป็ นความจําที่มีความคงทน มี ขนาดความจุไม่จํากัดสามารถคงอยู่เป็
นเวลานาน เมื่อ ต้องการใช้จะสามารถเรียกคืนได้สิ่งที่อยู่ในความจําระยะยาวมี2 ลักษณะ
คือ ความจําเหตุการณ์episodic( memory) และความจําความหมาย
(semantic
memory) เกี่ยวกับข้อเท็จจริงมโนทัศน์กฎ หลักการต่างๆ
องค์ประกอบด้านความจําข้อมูลนี้ จะ มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางปัญญาของบุคคลนั้นซึ่งประกอบด้วย
ก. การใส่ใจ attention)( หากบุคคลมีความใส่ใจในข้อมูลที่รับเข้ามาทางการสัมผัสsensorymemory)(
ข้อมูลนั้นก็จะถูกนําเข้าไปสู่ความจําระยะสั้น
(short term memory) ต่อไป หากไม่ได้ การับใส่ใจ ข้อมูลนั้นก็จะ
เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ข. การรับรู้perception)(
เมื่อบุคคลใส่ใจในข้อมูลใดที่รับเข้ามาทางประสาท สัมผัส บุคคลนั้นก็จะรับรู้
ข้อมูลนั้น และนําข้อมูลนี้เข้าสู่ความจําระยะสั้นต่อไป ข้อมูลที่รับรู้นี้จะเป็น
ความจริงตามการรับรู้(perceived reality) ของบุคคลนั้น
ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงเชิงปรนัย (objective reality) เนื่องจากเป็
นความจริงที่ผ่านการ ตีความจากบุคคลนั้นมาแล้ว
ํ ํ ํ
ค. การทําซ้า (rehearsal)
หากบุคคลมีกระบวนการรักษาข้อมูล โดยการทบทวนซ้า แล้วซ้าอีก ข้อมูลนั้น
ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในความปฏิบัติการ
ง. การเข้ารหัสencoding)(
หากบุคคลมีกระบวนการสร้างตัวแทนทางความคิดmental( representation) เกี่ยวกับข้อมูลนั้น
โดยมีการนําข้อมูลนั้นเข้าสู่ความจําระยะยาวและเชื่อมโยงเข้า
กับสิ่งที่มีอยู่แล้วในความจํา ระยะยาว การเรียนรู้อย่างมีความหมายก็จะเกิดขึ้น
จ. การเรียกคืนretrieval)(
การเรียกคืนข้อมูลที่จําไว้ในความจําระยะยาว เพื่อนํา ออกมาใช้ มี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเข้ารหัส หากการเข้ารหัสทําให้เกิดการเก็บจําได้ดี
มีประสิทธิภาพ การเรียกคืนก ประสิทธิภาพตามไปด้วย
ด้วยหลักการดังกล่าว
การเรียนรู้จึงเป็ร้างความรู้ของบุคคลนการส ซึ่งต้องใช้ กระบวนการเรียนรู้อย่างมี
ความหมาย 4 ขั้นตอน ได้แก่1. การเลือกรับข้อมูลที่สัมพันธ์กันselecting (relevant
information) และ 2. การจัด
ระเบียบข้อมูลเข้าสู่โครงสร้างcoherent(
structure) รวมทั้ง 3. การบูรณาการข้อมูลintegrating)( และ 4. การ
เข้ารหัสencoding)(
ข้อมูลการเรียนรู้ เพื่อให้คงอยู่ใน ความจําระยะยาว
และสามารถเรียกคืนมาใช้ได้โดยง่าย
(Mayer, 1984 :
30 – 33) ด้วยเหตุนี้การให้ผู้เรียน
มีโอกาสเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับโครงสร้างความรู้เดิมๆ และ
นําความรู้ความเข้าใจมาเข้ารหัสหรือสร้ง ต แทนทางความคิดที่มีความหมายต่อตนเองขึ้น
จะส่งผลให้การ เรียนรู้นั้นคงอยู่ในความจําระยะยาว และ สามารถเรียกคืนมา
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมและสร้างควข้ามหมายและใจในเนื้อา าม
สาระหรือข้อมูลที่เรียนรู้
และจัดระเบียบข้อมูลที่เรียนรู้ด้วยผังกราฟิ ก ซึ่งจะช่วยให้ง่ายแก่การจดจํา
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิก
มีหลายรูปแบบ ในที่นี้จะนําเสนอไว้3 รูปแบบ ดังนี้
1.
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิ
กของ โจนส์และคณะ (1989 -:25)20 ประกอบด้วยขั้นตอน การเรียนการสอนที่สําคัญๆ 5
ขั้นตอนด้วยกันดังนี้
1.1. ผู้สอนเสนอตัวอย่างการจัดข้อมูลด้วยผังกราฟิกที่เหมาะสมกับเนื้อหาและ
วัตถุประสงค์
1.2. ผู้สอนแสดงวิธีการสร้างผังกราฟิผู้สอนชีก1.3.้แจงเหตุผลของการใช้ผังกราฟิกนั้นและอธิบาย
วิธีการใช้
1.4. ผู้เรียนฝึกการสร้างและใช้ผังกราฟิกในการทําความเข้าใจเนื้อหาเป็น
รายบุคคล
1.5. ผู้เรียนเข้ากลุ่มและนําเสนอผังกราฟิ
กของตนแลกเปลี่ยนกัน
2.
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิ
กของคล้ากClark,( 1991 : 526 - 534) ประกอบด้วยขั้นตอน การเรียนการสอนที่สําคัญ ๆ
ดังนี้
ก. ขั้นก่อนสอน
2.1 ผู้สอนพิจารณาลักษณะของเนื้อหาที่จะสอนสาระนั้นและวัตถุประสงค์ของการสอนเนื้อหาสาระ
นั้นๆ
2.2 ผู้สอนพิจารณาและคิดหาผังกราฟิกหรือวิธีหรือระบบในการจัดระเบียบ
เนื้อหาสาระนั้นๆ
2.3 ผู้สอนเลือกตั้งกราฟิก
หรือวิธีการจัดระเบียบเนื้อหาที่เหมาะสมที่สุด
2.4 ผู้สอนคาดคะเนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้เรียนในการใช้ผังกราฟิกนั้น
ข. ขั้นสอน
2.1 ผู้สอนเสนอผังกราฟิกที่เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหาสาระแก่ผู้เรียน
2.2 ผู้เรียนทําความเข้าใจเนื้อหาสาระและนําเนื้อหาสาระใส่ลงในผังกราฟิก
ตามความเข้าใจของตน
2.3 ผู้สอนซักถาม
แก้ไขความเข้าใจผิดของผู้เรียนหรือขยายความเพิมเติม่
2.4 ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเพิมเติม่
โดยนําเสนอปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ เนื้อหา แล้วให้ผู้เรียนใช้ผัง กราฟิ กเป็
นกรอบในการคิดแก้ปัญหา
2.5 ผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียน
3.
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิ
กของจอยส์และคณะJoyce( et al., 1992 : 159 - 161) จอยส์และคณะ
นํารูปแบบการเรียนการสอนของคล้ากมาปรับใช้โดยเพิมเติม่ ขั้นตอนเป็น 8 ขั้น ดังนี้
3.1 ผู้สอนชี้แจงจุดมุ่งหมายของบทเรียน
3.2 ผู้สอนนําผังกราฟิกที่เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา
3.3 ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิม
เพื่อเตรียมสร้างความสัมพันธ์ กับความรู้ใหม่
3.4 ผู้สอนเสนอเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
3.5 ผู้สอนเชื่อมโยงเนื้อหาสาระที่เรียนกับผังกราฟิกและให้ผู้เรียนนําเนื้อหา
สาระใส่ลงในผังกราฟิก ตามความเข้าใจของตน
3.6 ผู้สอนให้ความรู้เชิงกระบวนการ
โดยชี้แจงเหตุผลในการใช้ผังกราฟิก และ วิธีใช้ผังกราฟิก
3.7 ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายผลการใช้ผังกราฟิกกับเนื้อหา
3.8 ผู้สอนซักถาม
ปรับความเข้าใจและขยายความเข้าใจให้ผู้เรียนเกิดความ เข้าใจกระจ่างชัด
4. รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิ กของสุปรียา
ตันสกุล2540:40)(
สุปรียา ตันสกุล
ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง“ผลของการใช้รูปแบบการสอนแบบการจัด ข้อมูลด้วยแผนภาพ (Graphic
Organizers) ที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนและความสามารถในการ
แก้ปัญหาของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรีชั้นปีที่2 คณะสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล” ผ การวิจัยพบว่า นักศึกษากลุ่มทดลองมี
คะแนนเฉลี่ยสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนและความสามารถทางการ
แก้ปัญหาสูงกว่านักศึกษากลุ่มควบคุมอย่างมี
นัยสําคัญสําคัญทางสถิติที่ระดับ001ูปแบบการเรียนการ.
สอนดังกล่าวประกอบด้วยขั้นตอนสําคัญ 7 ขั้นตอน ดังนี้
4.1 การทบทวนความรู้เดิม
4.2 การชี้แจงวัตถุประสงค์ลักษณะของบทเรียน
ความรู้ที่คาดหวังให้เกิดแก่ผู้เรียน
4.3 การกระตุ้นให้ผู้เรียนตระหนักถึงความรู้เดิม
เพื่อเตรียมสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียนและการจัด เนื้อหาสาระด้วยแผนภาพ
4.4 การนําเสนอตัวอย่างการจัดเนื้อหาสาระด้วยแผนภาพที่เหมาะสมกับ
ลักษณะของเนื้อหา ความรู้ที่ คาดหวัง
4.6 การนําเสนอปัญหาให้ผู้เรียนใช้แผนภาพเป็
นกรอบในการแก้ปัญหา
4.7 การทําความเข้าให้กระจ่างชัด
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะมีความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เรียน
และจดจําสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีในการเรียนรู้ต่างๆ นอกจากนั้น
ยังได้เรียนรู้การใช้กราฟิ กในการเรียนรู้ต่างๆซึผสามารถนําไปใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาสาระอื่นๆ
ได้อีก มาก
2. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านจิตพิสัย
(Affective Domain)
รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้สึก
เจตคติค่านิยม
คุณธรรมและจริยธรรมที่พึงประสงค์
ซึ่งเป็ นเรื่องที่ยากแก่การพัฒนา หรือปลูกฝัง การ จัดการเรียนการสอนต
รูปแบบการสอนที่เพียงช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจ งพอต่อการช่วยมักไม่เพีย
ให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีได้ จําเป็นต้องอาศัยหลักการและวิธีการอื่นๆ เพิมเติม่
รูปแบบที่คัดสรรมานําเสนอ ในที่นี้มี4 รูปแบบดังนี้
2.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาด้านจิตพิสัยของ
แครทโวลบลม และมาเซีย
2.2 รูปแบบการเรียนการสอนโดยการซักค้าน
2.3 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ2.4 รูปแบบการเรียนการสอนโดยวิธีทําความกระจ่างในค่านิยม
2.1
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาด้านจิตพิสัยของแครทโวลบลมู และมาเซีย
(Instructional
Model Based on Affective Domain by Krathwohl, Bloom and Masia)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
แครทโวลบลมและมาเซีย Bloom,( 1956) ได้จําแนกจุดมุ่งหมายทางการศึกษา
ออกเป็ด้านคือ3 ด้าน
ความรู้cognitive(
domain) ด้านเจตคติหรือความรู้สึกaffective( domain) และ ด้านทักษะpsychomotor(
domain) ซึ่งในด้านเจตคติหรือความรู้สึกับลม ได้จัดลําดับขั้นตอนของการ
เรียนรู้ไว้5 ขั้นตอน
1. ขั้นการรับรู้(receiving or attending) ซึ่งก็หมายถึงการที่ผู้เรียนได้รับรู้ค่านิยมที่
ต้องการจะปลูกฝังใ ตัวผู้เรียน
2.
ขั้นการตอบสนอง
(responding) ได้แก่ การที่ผู้เรียนได้รับรู้และเกิดความสนใจ้นัใ แล้วเกิด
เห็นคุณค่าของค่านิยมนั้น แล้วมีโอกาสได้ตอบสนองในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
3. ขั้นการเห็นคุณค่า (valuing) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับค่านิยม
นั้น แล้วเกิดเห็น
คุณค่าของค่านิยมนั้น
ทําให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อค่านิยมนั้น
4. ขนการจัดระบบ้
organization)( เป็นขั้นที่ผู้เรียนรับค่านิยมที่ตนเห็นคุณค่านั้น
เข้ามาอยู่ในระบบ ค่านิยมของตน
5. ขั้นการสร้างลักษณะนิสัย (characterization) เป็นขั้นที่ผู้เรียนปฏิบัติตนตาม
ค่านิยมที่ตนรับมาอย่าง
ํ
สม่าเสมอและทําจนเป็นนิสัย
ถึงแม้ว่าบลูมได้เสนอแนวคิดดังกล่าวเพื่อใช้ในการกําหนดวัตถุประสงค์
ในการเรียนการสอนก็ตาม แต่
ก็สามารถนํามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยปลูกฝังค่านิยม
ที่พึงประสงค์ให้แก่ผู้เรียนได้
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
อข่ายให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาความรู้สึก/เจตคติ/ค่านิยม
คุณธรยธรรมหรือที่พึงประสงค์จริ อันจะ
นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็ นไปตามความต้องการ
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การสอนเพื่อปลูกฝังค่านิยมใดๆ
ให้แก่ผู้เรียน สามารถดําเนินการตามลําดับขั้น ของวัตถุประสงค์ ทางด้านเจตคติของ
บลูมได้ดังนี้
ขั้นที่1 การรับรู้ค่านิยม(receiving/attending)
ผู้สอนจัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับรู้ในค่านิยมนั้นอย่าง
ใส่ใจ เช่น เสนอกรณี ตัวอย่างที่เป็นประเด็นปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับค่านิยมนั้น
คําถามที่ท้าทายความคิด เกี่ยวกับค่านิยมนั้น เป็นต้น ใน
ขั้นนี้ผู้สอนควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
1. การรู้ตัวawareness)(
2. การเต็มใจรับรู้wilingness)(
3. การควบคุมการรับรู้control)(
ขั้นที่2 การตอบสนองต่อค่านิยม (responding)
ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนมีโอกาสตอบสนองต่อค่านิยมนั้นในลักษณะใด
ลักษณะหนึ่ง เช่น ให้
พูดแสดงความคิดเห็นต่อค่านิยมนั้น
ให้ลองทําตามค่านิยมนั้น ให้สัมภาษณ์หรือ พูดคุยกับผู้ที่มีค่านิยมนั้น เป็น ต้น
ในขั้นนี้ผู้สอนควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
1. การยินยอมตอบสนอง acquiescence( in
responding)
2. การเต็มใจตอบสนอง (willingness to respond)
3. ความพึงพอใจในการตอบสนอง satisfaction( in
response)
ผู้สอนจัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นคุณค่าของค่านิยม
นั้น เช่น การให้ลอง
ปฏิบัติตามค่านิยมแล้วได้รับการตอบส
งในทางที่ดีเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตน หรือบุคคลอื่นที่ปฏิบัติตาม ค่านิยมนั้น
เห็นโทษและได้รับโทษจากการละเลยไม่ปฏิบัติตามค่านิยมนั้น เป็นต้น
ในขั้นนี้ผู้สอนควรพยายาม กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
1. การยอมรับในคุณค่านั้น (acceptance of a value)
2. การชื่นชอบในคุณค่านั้น (preference for a value)
3. ความผูกพันในคุณค่านั้น (commitment)
ขั้นที่4 การจัดระเบียบค่านิยม (organization)
เมื่อผู้เรียนเห็นคุณค่าของค่านิยมและเกิดเจตคติที่ดีต่อค่านิยมนั้น
และมีความโน้ม เอียงที่จะรับค่านิยม
นั้นมาใช้ในชีวิตของตน
ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนพิจารณาค่านิยมนั้นกับค่านิยม
หรือคุณค่าอื่นๆ
ของตน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมต่างๆ ของตน ในขั้นนี้ผู้สอนควรพยายาม
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
1. การสร้างมโนทัศน์ในคุณค่านั้น (conceptualization
of value) 2. การจัดระบบคุณค่านั้น (organization
of
a value system) ขั้นที่5 การสร้างลักษณะนิสัย (characterization by value)
ํ
ผู้สอนส่งเสริมให้ผู้เรียนปฏิบัติตนตามค่านิยมนั้นอย่างสม่าเสมอ
โดยยึดตามผล การปฏิบัติและให้ ข้อมูลป้อนกลับและการเสริมแรงเป็นระยะๆ
จนกระทั้งผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้จน เป็นนิสัย ในขั้นนี้ผู้สอนควร
พยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังนี้
1. การมีหลักยึดในการตัดสินใจgeneralization(
set) 2. การปฏิบัติตามหลักยึดนั้นจนเป็นนิสัย (characterization)
การดําเนินงานตามขั้นตอนทั้ง
5 ไม่สามารถทําได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องอาศัย เวลา โดยเฉพาะขั้นที่4 และ 5
ต้องการเวลาและประสบการณ์ ซึ่งอาจจะมากน้อยแตกต่างกันไปในผู้เรียน แต่ละคน
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะได้รับการปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์จนถึงระดับที่สามารถปฏิบัติได้
จนเป็ นนิสัย
นอกจากนั้นผู้เรียนยังได้เรียนรู้กระบวนการในการปลูกฝังค่านิยมให้เกิดขึ้น
ซึ่งผู้เรียน สามารถนําไปใช้ในการ ปลูกฝังค่านิยมอื่นๆ ให้แก่ตนเองและผู้อื่นต่อไป
ก.
ทฤษฎีหลักการแนวคิดของรูปแบบ
จอยส์ และวี (Joyce & Well, 1996 : 106 –
128) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นจากแนวคิด ของโอลิเวอร์และเช
เวอร์
Oliver( and Shaver) เกี่ยวกับการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในประเด็นปัญหา ขัดแย้งต่างๆ
ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพั
กับเรื่องค่านิยมที่แตกต่างกัน
ปัญหาดังกล่าวอาจเป็ นปัญหาทางสังคมญหาส่วนตัวหรือปัที่ยากแก่การตัดสินใจ
การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด
ก็คือการสามารถเลือกทางที่เป็น ประโยชน์มากที่สุด โดยกระทบต่อสิ่งอื่นๆ น้อย
ที่สุด
ผู้เรียนควรได้รับการฝึ กฝนให้รู้จักวิเคราะห์ปัญหา
แยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น วิเคราะห์
ค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังปัญหา
ประมวลข้อมูล ตัดสินใจเลือกทางเลือกอย่างมีเหตุผล และแสดงจุดยืนของตนได้
ผู้สอนสามารถใช้กระบวนการซักค้าน
อันเป็ นกระบวนการที่ใช้กันในศาล มาทดสอบผู้เรียนว่าจุดยืนที่ตนแสด
นั้นเป็นจัดยืนที่แท้จริงของตน
หรือไม่โดยการใช้คําถามซักค้านที่ช่วยให้ผู้เรียนคิดย้อนกลับไปพิจารณาความ
คิดเห็นอันเป็
นจุดยืนของ ตน ซึ่งอาจทําให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนความคิดเห็นเป็
นหรือจุดยืนของตนหรือยืนย
จุดยืนของตนอย่างมันใจขึ่้น
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้เหมาะสําหรับการสอนสาระที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาขัดแย้ง
ต่างๆ ซึ่งยากแก่การ
ตัดสินใจ
การสอนตามรูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการตัดสินใจอย่างชาญ ฉลาด
รวมทั้งวิธีการ ในการทําความกระจ่างในความคิดของตน
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่1
นําเสนอกรณีปัญหา
ประเด็นปัญหาที่นําเสนอควรเป็
นประเด็นที่มีทางออกใคิดได้หลายคําตอบ้
ควร เป็ นประโยคที่มีคําว่า
“ควรจะ...” เช่น
ควรมีกฎหมายให้มีการทําแท้งได้อย่างเสรีหรือไม่?ควรมีการจด ทะเบียนโสเภณีหรือไม่?ควร
ออกกฎหมายห้ามคนสูบบุหรี่หรือไม่?ควรอนุญาตให้นักเรียนประกวด นางงามหรือไม่?อย่างไรก็ควรหลีกเลี่ยง
ประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน
วิธีที่นําเสนออาจจะทําได้หลายวิธี เช่น
การอ่านเรื่องให้ฟัง การให้ดูภาพยนตร์ การเล่าประวัติความ
เป็นมา
ครูต้องระลึกอยู่เสมอว่าการนําเสนอปัญหานั้นต้องทําให้นักเรียนได้รู้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหารู้ว่า
ใครทําอะไร
เมื่อไหร่ เพราะเหตุใด และมีแง่มุมของปัญหาที่ขัดแย้ง กันอย่างไร
ให้ผู้เรียนประมวลข้อเท็จจริ
กรณีปัญหาและวิเคราะห์หาค่านิยมที่เกี่ยวข้องกัน
ขั้นที่2
ให้ผู้เรียนแสดงจุดยืนของตนเอง
ผู้เรียนเลือกจุดยืนของตนเองว่าจะเข้ากับฝ่ายใดและบอกเหตุผล ของการเลือก ขั้นที่3
ผู้สอนซักค้านจุดยืนของผู้เรียน ผู้สอนใช้คําถามที่มีลักษณะดังตัวอย่างต่อไปนี้
3.1 ถ้ามีจุดยืนอื่นๆ ให้เลือกอีก
ผู้เรียนยังยืนยันที่จะเลือกจุดยืนเดิมหรือไม่ เพราะอะไร
3.2 หากสถานการณ์เปลี่ยนไป
ผู้เรียนยังจะยืนยันที่จะเลือกจุดยืนเดิมหรือไม่พราะอะไร เ
3.3 ถ้าผู้เรียนต้องเผชิญกับสถานการณ์อื่นๆ
จะยังยืนยันจุดยืนนี้หรือไม่
3.4. ผู้เรียนมีเหตุผลอะไรที่ยึดมันกับจุดยืนนั่้น
จุดยืนนั้นเหมาะสมกับ สถานการณ์ที่เป็นปัญหานั้น หรือไม่
3.5 เหตุการณ์ที่ยึดมันกับจุดยืนนั่้นเป็นเหตุผลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่หรือไม่
3.6 ผู้เรียนมีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนจุดยืนนั้นหรือไม่
3.7 ข้อมูลที่ผู้เรียนใช้เป็นพื้นฐานของจุดยืนนั้นถูกต้องหรือไม่
3.8 ถ้ายึดจุดยืนนี้แล้วผลที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร
3.9 เมื่อรู้ผลที่จะเกิดตามมาแล้ว
ผู้เรียนยังยืนยันที่จะยึดถือจุดนี้อีกหรือไม่ ขั้นที่4
ผู้เรียนทบทวนจุดยืนในค่านิยมของตนเอง
ผู้สอนเปิ
ดโอกาสให้ผู้เรียนพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือยืนยันในค่านิยมที่ยึดถือ
ขั้นที่5 ผู้เรียนตรวจสอบและยืนยันจุดยืนใหม่-เก่าของตนอีกครั้ง
และผู้เรียน พยายามหาข้อเท็จจริง
ต่างๆ
มาสนับสนุนค่านิยมของตนยนยันว่าสิเพื่อ่งที่ตนยึดถืออยู่นั้นเป็นค่านิยมที่แท้จริงของตน
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดความกระจ่างในความคิดของตนเองเกี่ยวกับค่านิยม
และเกิดความ เข้าใจในตนเอง รวมทั้ง
ผู้สอน
ได้เรียนรู้และเข้าใจความคิดของผู้เรียน ยนช่วยให้ผู้เรีมกามองโลกใน
แง่มุมกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังช่วย พัฒนาความสามารถในการตัดสินใจของผู้เรียนด้วย
2.3
รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ(Role Playing Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติพัฒนาขึ้นโดยแชฟเทล
และแชฟ เทล (Shaftel and
Shaftel, 1967 : 67 - 71) ซึ่งให้ความสําคัญกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล
เขากล่าว ว่า บุคคลสามารถเรียนรู้ เกี่ยวกับตนเองได้จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
ความรู้สึกนึกคิดและค่านิยมต่างๆ ของบุคคล เป็ นผลมาจากก
บุคคลมีการปะทะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
และได้สังสมไว้ภายใน่ ลึกๆ โดยที่บุคคลอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้
การสวมบทบาทสมมติเป็นวิธีการที่ช่วยให้บุคคลได้แสดงความรู้สึก นึกคิดต่างๆ
ที่อยู่ภายในออกมา ทําให้สิ่งที่
ซ่อนเร้นอยู่เปิ ดเผยออกมา
และนํามาศึกษาทําความเข้าใจกันได้ ช่วยให้บุคคลเกิดยวการเรียนรู้เกี่ับตนเองเกิด ความเข้าใจในตนเอง ในขณะเดียวกัน
การที่บุคคลสวม บทบาทของผู้อื่น ก็สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ในความคิด
ค่านิยม และพฤติกรรมของผู้อื่นได้ เช่นเดียวกัน
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในตนเอง
เข้าใจในความรู้สึกและพฤติกรรมของ ผู้อื่น และเกิดการ ปรับเปลี่ยนเจตคติ ค่านิยม
และพฤติกรรมของตนให้เป็ นไปในทางที่เหมาะสม
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่1
นําเสนอสถานการณ์ปัญหาและบทบาทสมมติผู้สอนนําเสนอสถานการณ์ปัญหา และบทบาท สมมติ
ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความเป็งและมีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับวัยนจิ
และความสามารถของ ผู้เรียน บทบาทสมมติที่กําหนด จะมีรายละเอียดมากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ในการเรียนการสอน ถ้า ต้องการให้ผู้เรียนเปิ
ดเผยความคิดความรู้สึกของตนมาก บทบาทที่ ให้ควรมีลักษณะเปิ ดกว้าง กําหนด
รายละเอียดให้น้อย แต่ถ้าต้องการจะเจาะประเด็นเฉพาะอย่าง บทบาท
สมมติอาจกําหนดรายละเอียดควบคุมการ แสดงของผู้เรียนให้มุ่งประเด็นเฉพาะนั้น
ขั้นที่2
เลือกผู้แสดง ผู้สอนและผู้เรียนจะร่วมกันเลือกผู้แสดง หรือให้ผู้เรียน
อาสาสมัครก็ได้แล้วแต่ ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และการวินิจฉัยของผู้สอน
ขั้นที่3 จัดฉาก
การจัดฉากนั้นจัดได้ตามความพร้อมและสภาพการณ์ที่เป็นอยู่
ขั้นที่4
เตรียมผู้สังเกตการณ์ก่อนการแสดงผู้สอนจะต้องเตรียมผู้ชมว่า ควร สังเกตอะไร
และปฏิบัติ ตัวอย่างไร เพื่อให้เกิดการเรทียนรู้่ดี
ขั้นที่5 แสดง
ผู้แสดงมีความสําคัญเป็นอย่างยิงในการที่จะทําให้ผู้ชมเข้าใจ่
เรื่องราวหรือเหตุการณ์ผู้ แสดงจะต้องแสดงออกตามบทบาทที่ตนได้รับให้ดีที่สุด
ขั้นที่6
อภิปรายและประเมินผล การอภิปรายผลส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย การอภิปรายจะเป็นการ
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ การแสดงออกของผู้แสดง และควรเปิ ด
โอกาสให้ผู้แสดงได้แสดงความ คิดเห็นด้วย
ขั้นที่7 แสดงเพิมเติม่ ควรแสดงเพิมเติม่
หากผู้เรียนเสนอแนะทางออกอื่น นอกเหนือจากที่ได้แสดงไป
แล้ว
ขั้นที่3
อภิปรายและประเมินผลอีกครั้ง หลักจากการแสดงเพิมเติม่ กลุ่มควร อภิปราย
และอภิปรายผล เกี่ยวกับการแสดงครั้งใหม่ด้วย
ข้อสรุปรวม
หรือการเรียนรู้ที่ได้รับเกี่ยวกับความรู้สึก ความคิดเห็น ค่านิยม คุณธรรม
จริยธรรม และพฤติก
ของบุคคล
ง.
ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ความคิดเห็น ค่านิยม
คุณธรรม จริยธรรม ของ
ผู้อื่น
รวมทั้งมีความเข้าใจในตนเองมากขึ้น
3.
รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัยPsycho-Motor(
Domain) รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถของ
ผู้เรียนในด้านการ
ปฏิบัติ
การกระทํา หรือการแสดงออกต่างๆ ซึ่งจําเป็ นต้องใช้หลักการ วิธีการ
ที่แตกต่างไปจากการพัฒนา
ทางด้านจิตพิสัยหรือพุทธิพิสัย
รูปแบบที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดกาพัฒ ง ้ีที่สําคัญๆ ซึ่งจะ
นําเสนอในที่นี้มี3 รูปแบบดังนี้
3.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันSimpson)
(
3.2 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์Harrow)(
3.3 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์Davies)(
3.1
รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพซน
( Instructional Model Based on Simpson's
Processes for Psycho - Motor Skill Develop
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
ซิมพ์ซันSimpson,(
1972) กล่าวว่า ทักษะเป็ นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการ ทางการของผู้เรียน
เป็นความสามารถในการประสานการทํางานของกล้ามเนื้อหรือร่างกาย ในการทํางาน
ที่มีความซับซ้อนและต้อง อาศัยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อหลายๆ
ส่วนการทํางานเกิดขึ้น โดยงานของสมอง ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์
กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาด้วยการ
ฝึกฝน
ซึ้งหากได้รับการฝึกฝนที่ดีแล้ว จะเกิดความถูกต้อง ความคล่องแคล่ว
ความเชี่ยวชาญชํานาญการ ความและความคงทน
ผลของพฤติกรรมหรือการกระทําสามารถสังเกตได้จากความรวดเร็ว ความแม่นย ํา แรง หรือความราบรื่นในการจัดการ
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือทํางานที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหรือ
ประสานงานของกล้ามเนื้อ
ทั้งหลายได้อย่างดีมีความถูกต้อง
และมีความชํานาญ
ขั้นที่1
ขั้นการรับรู้(perception) เป็นขั้นการให้ผู้เรียนรับรู้สิ่งที่จะทํา โดยการให้
ผู้เรียนสังเกตการณ์ ทํางานนั้นอย่างตั้งใจ
ขั้นที่2
ขั้นการเตรียมความพร้อม (readiness) เป็นขั้นการปรับตัวให้พร้อมเพื่อการ
ทํางานหรือแสดง พฤติกรรมนั้น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์โดยการปรับตัวให้พร้อมที่จะทํา
การเคลื่อนไหว หรือ แสดงทักษะนั้นๆ
และมีจิตใจและสภาวะอารมณ์ที่ดีต่อการที่จะทําหรือแสดงทักษะ นั้นๆ
ขั้นที่3
ขั้นการสนองตอบภายในการควบคุม (guided response) เป็นขั้นที่ให้โอกาสแก่ผู้เรียนในการ
ตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ซึ่งอาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนเลียนแบบ การกระทํา หรือการ
แสดงทักษะนั้น หรืออาจใช้
วิธีการให้ผู้เรียนลองผิดลองถูกtrialand(
error) จนกระทังสามารถตอบสนอง่ ได้อย่างถูกต้อง
ขั้นที่4
ขั้นการให้ลงมือกระทําจนกลายเป็นกลไกที่สามารถกระทําได้เอง (mechanism) เป็นขั้นที่ช่วยให้
ผู้เรียนประสบผลสําเร็จในการปฏิบัติดความเชื่อมัและนในการทําสิ่่ง
นั้นๆ
ขั้นที่5
ขั้นการกระทําอย่างชํานาญ (complex overt response) เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการ
กระทํานั้นๆจนผู้เรียนสามารถทําได้อย่างคล่องแคล่ว ชํานาญ
เป็นไปโดยอัตโนมัติและด้วยความเชื่อมันใน่ ตนเอง
ขั้นที่6
ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุงทักษะ
หรือการปฏิบัติของตน ให้ดียิงขึ่้น
และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการพัฒนาในสถานการณ์ต่างๆ
ขั้นที่7
ขั้นการคิดริเริ่ม เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่าง ชํานาญ
และสามารถ ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายแล้ว
ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดความคิดใหม่ๆ ใน การกระทําหรือปรับการ
กระทํานั้นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถกระทําหรือแสดงออกอย่างคล่องแคล่วชํานาญ
ในสิ่งที่ต้องการ ให้ผู้เรียนทําได้
นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความอดทนให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนด้วย
3.2 รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์Harrow's(
Instructional Model for Psychomotor Domain)
ก.
ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
แฮร์โรว์Harrow,(
1972 : 96 – 99) ได้จัดลําดับขั้นของการเรียนรู้ทางด้านทักษะ ปฏิบัติไว้5 ขั้นตอน
โดยเริ่มจากระดับที่ซับซ้อนน้อยไปจนถึงระดับที่มีความซับซ้อนมาก ดังนั้นการ
กระทําจึงเริ่มจากการ
เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่ไปถึงการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อย่อย
ลําดับขั้นดังกล่าว ได้แก่การเลียนแบบ การลงมือ กระทําตามคําสัง่
การกระทําอย่างถูกต้องสมบูรณ์การแสดงออกและการ กระทําอย่างเป็นธรรมชาติ
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสามารถทางด้านทักษะปฏิบัติการต่างๆ
กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถ
ปฏิบัติหรือกระทําอย่างถูกต้องสมบูรณ์และชํานาญ
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่1
ขั้นการเลียนแบบ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนสังเกตการกระทําที่ต้องการให้ผู้เรียน
ทําได้ซึ่งผู้เรียน ย่อมจะรับรู้หรือสังเกตเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ไม่ครบถ้วน
แต่อย่างน้อยผู้เรียนจะ สามารถบอกได้ว่า ขั้นตอน หลักของการกระทํานั้นๆ มีอะไรบ้าง
ขั้นที่2 ขั้นการลงมือกระทําตามคําสัง่
เมื่อผู้เรียนได้เห็นและสามารถบอกขั้นตอน ของการกระทําที่
ต้องการเรียนรู้แล้ว
ให้ผู้เรียนลงมือทําโดยไม่มีแบบอย่างให้เห็น ผู้เรียนอาจลงมือทําตาม
คําสังของผู้สอน่ หรือ
ทําตามคําสังที่ผู้สอนเขียนไว้ในคู่มือก็ได้่การลงมือปฏิบัติตามคําสังนี่้แม้ผู้เรียนจะ
ยังไม่สามารถทําได้อย่าง
สมบูรณ์
แต่อย่างน้อยผู้เรียนก็ได้ประสบการณ์ในการลงมือทํา และค้นพบปัญหา ต่างๆ
ซึ่งช่วยให้เกิดการเรี และการปรับการกระทําให้ถูกต้องสมบูรณ์
ขั้นที่3 ขั้นการกระทําอย่างถูกต้องสมบูรณ์(precision)
ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียน จะต้องฝึกฝนมากขึ้นจน
สามารถทําสิ่งนั้นๆ
ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์โดยไม่จําเป็นต้องมีแบบอย่างหรือมีคําสังนําทางการกระทํา่
การ กระทําที่ถูกต้องแม่นตรง พอดีสมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องสามารถ
ทําได้ในขั้นนี้
ขั้นที่4
ขั้นการแสดงออก (articulation) ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกฝน มากขึ้น
จนกระทัง่ สามารถกระทําสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบอย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว
ราบรื่น และด้วยความมันใจ่
ขั้นที่5 ขั้นการกระทําอย่างเป็นธรรมชาติ(naturalization)
ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียน สามารถกระทําสิ่งนั้นๆ
อย่างสบายๆ
เป็ นไปอย่างอัตโนมัติโดยไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามเป็ นพิเศษ
ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติบ่อ
ในสถานการณ์ต่างๆ
ที่หลากหลาย
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดการพัฒนาทางด้านทักษะปฏิบัติสามารถกระทําได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์จน
13
รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์(Davies's Instructional Model for
Psychomotor
Domain)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
เดวีส์Davies,(
1971 : 50 - 56) ได้นําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ ปฏิบัติได้ะส่วน่า ทักษ ใหญ่จะประกอบไปด้วยทักษะย่อยๆ
จํานวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถ ทําทักษะย่อยๆ เหล่านั้นได้ก่อนแล้ว
ค่อยเชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสําเร็จ
ได้ดีแล้วรวดเร็วขึ้น
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของผู้เรียน
โดยเฉพาะอย่างยิง่ ทักษะที่
ประกอบด้วยทักษะย่อยจํานวนมาก
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่1
ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทํา ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะหรือ
การกระทําที่ต้องการ ให้ผู้เรียนทําได้ในภาพรวม โดยสาธิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
ทักษะหรือ การกระทําที่สาธิตให้ผู้เรียน ดูนั้น
จะต้องเป็นการกระทําในลักษณะที่เป็นธรรมชาติไม่ช้าหรือเร็วเกิน ปกติก่อนการสาธิต
ครูควรให้ คําแนะนําแก่ผู้เรียนในการสังเกต ควรชี้แนะจุดสําคัญที่ควรให้ความสนใจ
เป็นพิเศษในการสังเกต
ขั้นที่2
ขนสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย้ เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของ
การกระทําหรือทักษะ ทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อยๆ
หรือแบ่งสิ่งที่กระทํา ออกเป็นส่วนย่อยๆ และ
สาธิตส่วยย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกต และทําตามไปทีละส่วนอย่างช้าๆ
ขั้นที่3 ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ
ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อย โดยไม่มีการสาธิตหรือมี
แบบอย่างให้ดูหากติดขัดจุดใด
ผู้สอนควรให้คําชี้แนะ และช่วยแก้ไขจนกระทังผู้เรียนทํา่ ได้เมื่อได้แล้วผู้สอน
จึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้นจนทําได้ทํา
เช่นนี้เรื่อยไปจนกระทังครบ่ ทุกส่วน-
ขั้นที่4
ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะนําเทคนิค
วิธีการที่จะช่วยให้ ผู้เรียนสามารถทํางานนั้นได้ดีขึ้น เช่น
ทําได้ประณีตสวยงามขึ้น ทําได้รวดเร็วขึ้น หรือ สิ้นเปลืองน้อยลง เป็ นต้น
ขั้นที่5
ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อยๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์เมื่อผู้เรียน
สามารถปฏิบัติแต่ละส่วนได้ แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ
ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ และฝึก ปฏิบัติหลายๆ ครั้งจนกระทังสามารถ่
ปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างชํานาญ
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติได้อย่างดี
มีประสิทธิภาพ
4. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการProcess(
Skills)
ทักษะกระบวนการเป็
นทักษะที่เกี่ยวข้องกับวิธีดําเนินการต่างๆ ซึ่งอาจเป็ นกระบวนกา สติปัญญา เช่
กระบวนการสืบสอบแสวงหาความรู้ หรือกระบวนการคิดต่างๆ อาทิ การคิดวิเคราะ อุปนัย
การนิรนัย การใช้ เหตุผล การสืบสอบ
การคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณา เป็นต้น
ปัจจุบันการศึกษาให้ความสําคัญ ในเรื่องนี้มาก เพราะถือเป็นเครื่องมือสําคัญในการดํารงชีวิต
ใน ที่นี้ผู้เขียนได้คัดเลือกรูปแบบการเรียนการสอน
ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนในด้านกระบวนการมานําเสนอ 4 รูปแบบ ดังนี้
4.1 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการสืบสอบ
และแสวงหาความรู้เป็ นกลุ่ม
4.2 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดอุปนัย
4.3 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์
4.4 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดแก้ปัญหาอนาคตตามแนวของทอร์แรนซ์
4.1
รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการสืบสอบ และแสวงหาความร้เป็นกลู่มุ (Group
Investigation
Instructional
Model)
ก.
หลักการ/ทฤษฎีแนวคิดของรูปแบบ
จอยส์และวีลJoyce( & Well, 1996 : 80 - 88) เป็นผู้พัฒนารูปแบบนี้จากแนวคิด
หลักของเธเลน
(Thelen)
2 แนวคิด คือแนวคิดเกี่ยวกับการสืบเสาะแสวงหาความรู้inquiry) (และแนวคิด
เกี่ยวกับความรู้
(knowledge) เธเลนได้อธิบายว่า
สิ่งสําคัญที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกหรือความ ต้องการที่จะสืบค้น
หรือเสาะแสวงหาความรู้ก็คือตัวปัญหา แต่ปัญหานั้นจะต้องมีลักษณะที่มีความหมาย
ต่อผู้เรียนและท้าทายเพียง พอที่จะทําให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะแสวงหาคําตอบ
นอกจากนั้นปัญหาที่มีลักษณะชวนให้เกิดความงุนงง
สงสัย puzzlement)(
หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด
จะยิงทําให้่ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะเสาะ แสวงหาความรู้หรือคําตอบมากยิงขึ่้น
เนื่องจากมนุษย์อาศัยอยู่ในสังคม ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม เพื่อ
สนองความต้องการของตนทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคม ความขัดแย้งทางความคิดที่
เกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือในกลุ่ม จึงเป็นสิ่งที่บุคคลต้อง
พยายามหาหนทางขจัดแก้ไขหรือจัดการทําความ
กระจ่างให้เป็นที่พอใจหรือยอมรับทั้งของตนเองและ ผู้เกี่ยวข้อง ส่วนในเรื่อง “ความรู้”
นั้น เธเลน มีความเห็นว่า ความรู้เป็ นเป้าหมายของกระบวนกาสืบสอบ ทั้งหลาย
ความรู้เป็นสิ่งที่ได้จากการนําประสบการณ์หรือความรู้
เดิมมาใช้ในประสบการณ์ใหม่ดังนั้น
ความรู้จึงเป็นสิ่งที่ค้นพบผ่านทางกระบวนการสืบสอบ (inquiry) โดย
อาศัยความรู้และประสบการณ์
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งพัฒนาทักษะในการสืบสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจ
โดย อาศัยกลุ่มซึ่งเป็ น
เครื่องมือทางสังคมช่วยกระตุ้นความสนใจหรือความอยากรู้
และช่วยดําเนินงานการ แสวงหาความรู้หรือคําตอบ ที่ต้องการ
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่1
ให้ผู้เรียนเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ที่ชวนให้งนงงสงสัย
ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ใช้ในการกระตุ้นความสนใจและความต้องการในการ สืบสอบและแสวงหา
ความรู้ต่อไปนั้นควรเป็นปัญหาหรือสถานการณ์ที่เหมาะสม
กับวัย ความสามารถ และความสนใจของผู้เรียน
และจะต้องมีลักษณะที่ชวนให้งุนงงสงสัยpuzzlement)(
เพื่อท้าทายความคิด และความใฝรู้ของผู้เรียน ขั้นที่2
ให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาหรือสถานการณ์นั้น
ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และพยายามกระตุ้นให้
เกิดความขัดแย้ง หรื
ความแตกต่างทางความคิดขึ้น
เพื่อท้าทายให้ผู้เรียน พยายามหาทางเสาะแสวงหา ข้อมูลหรือวิธีการพิสูจน์
ทดสอบความคิดของตน เมื่อมีความแตกต่างทางความคิดเกิดขึ้น
ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนที่มีความคิดเห็นเดียวกัน รวมกลุ่มกัน
หรืออาจรวมกลุ่มโดยให้แต่ละกลุ่มมีสมาชิกที่มีความคิดเห็น แตกต่างกันก็ได้
ขั้นที่3
ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันวางแผนในการแสวงหาความรู้
เมื่อกลุ่มมีความคิดเห็นแตกต่างกันแล้ว
สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันวางแผนว่า จะ แสวงหาข้อมูลอะไร กลุ่มจะพิจารณาอะไร
จะตั้งสมมติฐานอะไร กลุ่มจําเป็นต้องมีข้อมูลอะไร และจะไป แสวงหาที่ไหน หรือจะได้
ข้อมูลนั้นมาได้อย่างไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว จะ
วิเคราะห์อย่างไร และสรุปผล อย่างไร ใครจะช่วยทําอะไร จะใช้เวลาเท่าใด
ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้อง ฝึกทักษะการสืบสอบ (inquiry) ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์Scientific(
process) และทักษะ กระบวนการกลุ่มgroup( process) ผู้สอนทําหน้าที่ อํานวยความสะดวกในการทํงานให้แก่ผู้เรียน
รวมทั้ง ให้คําแนะนําเกี่ยวกับการวางแผน แหล่งความรู้และการ ทํางานร่วมกัน
ขั้นที่4 ให้ผู้เรียนดําเนินการแสวงหาความรู้
ผู้เรียนดําเนินการเสาะแสวงหาความรู้ตามแผนงานที่ได้กําหนดไว้
ผู้สอนช่วย อํานวยความสะดวก ให้
คําแนะนํา
และติดตามการทํางานของผู้เรียน
ขั้นที่5 ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ข้อมูล
สรุปผลข้อมูล นําเสนอและอภิปรายผล
เมื่อกลุ่มรวบรวมข้อมูลได้มาแล้ว
กลุ่มทําการวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล ผู้สอน ช่วยให้คําแนะนํา
เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล ต่อจากนั้นจึงให้แต่ละกลุ่มนําเสนอผล
อภิปราย ผลร่วมกันทั้งชั้น และ
ประเมินผลทั้งทางด้านผลงานและกระบวนการเรียนรู้ที่ได้รับ
ขั้นที่6
ให้ผู้เรียนกําหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการสืบเสาะหาคําตอบต่อไป
การสืบสอบและแสวงหาความรู้ของกลุ่มตามขั้นตอนข้างต้น ช่วยให้กลุ่มได้รับ
ความรู้ความเข้าใจ และ
คําตอบในเรื่องที่ศึกษาและอาจจะพบประเด็นที่เป็
นปัญหาชวนให้สุนงงสงสัยหรือ อยากรู้ต่อไป ผู้เรียนสามาร
เริ่มต้นวงจรการเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ขั้นที่1 เป็นต้นไป การเรียนการสอนตาม
รูปแบบนี้จึงอาจมีต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตามความสนใจของผู้เรียน
ง.ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจาการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถสืบสอบและเสาะแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
เกิดความใฝ่รู้และมีความมันใจใน่ ตนเองเพิมขึ่้น และได้พัฒนาทักษะการสืบสอบ (inquiry
skills) ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์Scientific( process) และทักษะกระบวนการกลุ่มgroup(
process)
4.2
รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดอปนัยุ (Inductive Thinking Instructional Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบนี้จอยส์และวีล (Joyce & Well, 1967 :
149 - 159) พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดของทาบา (Taba,
1967 : 90 - 92)
ซึ่งเชื่อว่าการคิดเป็นสิ่งที่สอนได้การคิดเป็ นกระบวนการ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและข้อมูล และกระบวนการนี้มีลําดับขั้นตอน
ดังเช่นการคิดอุปนัย (inductive thinking) จะต้องเริ่มจากการสร้างความคิด
รวบยอด
หรือมโนทัศน์ก่อนconcept( formation) แล้วจึงถึงขั้น การตีความข้อมูล และสรุป (interpretation
of data) ต่อไปจึงนําข้อสรุปหรือหลักการที่ได้ไปประยุกต์ใช้application of(
principles)
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดแบบอุปนัยของผู้เรียนช่วยให้ผู้เรียนใช้
กระบวนการคิดดังกล่าวใ
การสร้างมโนทัศน์และประยุกต์ใช้มโนทัศน์ต่างๆ
ได้
ค.
กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ
ขั้นที่1 การสร้างมโนทัศน์ประกอบด้วย 3
ขั้นตอนย่อยคือ
1.1 ให้ผู้เรียนสังเกตสิ่งที่จะศึกษา
และเขียนรายการสิ่งที่สังเกตเห็น หรืออาจ ใช้วิธีอื่นๆ เช่น ตั้งคําถาม
ให้ผู้เรียนตอบในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้องได้รายการของสิ่งต่างๆ ที่ใช่หรือไม่ใช่ตวแทนของมโนทัศน์ที่ต้องการให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
1.2 จากรายการของสิ่งที่เป็นตัวแทนและไม่เป็นตัวแทนของมโนทัศน์นั้น
ให้ผู้เรียนจัดหมวดหมู่ของสิ่ง เหล่านั้น โดยการกําหนดเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม
ซึ่งก็คือคุณสมบัติที่เหมือนกัน ของสิ่งเหล่านั้น ผู้เรียนจะจัดสิ่งทมี่
คุณสมบัติที่เหมือนกันไว้เป็ นกลุ่มเดียวกัน
1.3 ตั้งชื่อหมวดหมู่ที่จัดขึ้น
ผู้เรียนจะต้องพิจารณาว่าอะไรเป็นหัวข้อใหญ่อะไรเป็นหัวข้อย่อย และตั้ง
ชื่อหัวข้อให้เหมาะสม
ขั้นที่2 การตีความและสรุปข้อมูล ประกอบด้วย 3
ขั้นย่อยดังนี้
2.1 ระบุความสัมพันธ์ของข้อมูลผู้เรียนศึกษาข้อมูลเพื่อให้เข้าใจข้อมูล
และ เห็นความสัมพันธ์ที่ สําคัญๆ ของข้อมูล
2.2 สํารวจความสัมพันธ์ของข้อมูล
ผู้เรียนศึกษาข้อมูลและความสัมพันธ์ของ ข้อมูลในลักษณะต่างๆ เช่น
ความสัมพันธ์ในลักษณะของเหตุและผลความสัมพันธ์ของข้อมูลในหมวดนี้กับข้อมูลในหมวดอื่น
จน สามารถอธิบายได้ว่าข้อมูลต่างๆ สัมพันธ์กันอย่างไรและด้วยเหตุผลใด
2.3 สรุปอ้างอิง
เมื่อค้นพบความสัมพันธ์หรือหลักการแล้วให้ผู้เรียนสรุป อ้างอิงโดยโยงสิ่งที่ค้นพบ
ไปสู่สถานการณ์อื่นๆ
ขั้นที่3 การประยุกต์ใช้ข้อมูลหรือหลักการ
3.1 นําข้อสรุปมาใช้ในการทํานาย
หรืออธิบายปรากฏการณ์อื่นๆ และฝึก ตั้งสมมติฐาน
3.2 อธิบายให้เหตุผลและข้อมูลสนับสนุนการทํานายและสมมติฐานของตน
3.3 พิสูจน์ ทดสอบ การทํานายและสมติฐานของตน
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถสร้างมโนทัศน์
และประยุกต์ใช้มโนทัศน์นั้นด้วยกระบวนการ คิดแบบอุปนัย และ
ผู้เรียนสามารถนํากระบวนการคิดดังกล่าวไปใช้ในการสร้างมโนทัศน์อื่นๆ ต่อไปได้
4.3
รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์(Synectics Instructional Model)
ก.
ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์
หรือ“Synectics Instructional Model” นี้เป็น รูปแบบที่จอยส์ และวีลJoyce( and
Well, 1966 : 239- 253) พัฒนาขึ้นจาก แนวคิดของ กอร์ดอน (Gordon) ที่
กล่าวว่าบุคคลทัวไปมักยึดติดกับวิธีคิดแก้ปัญหาแบบเดิมๆ่
ของตน โดยไม่ค่อยคํานึงถึงความคิดของคนอื่น ทํา
ให้ความคิดของตนคับแคบและไม่สร้างสรรค์ บุคคลจะเกิด
ความคิดเห็นที่สร้างสรรค์แตกต่างไปจากเดิมได้ หากมีโอกาสได้ลองคิดมาก่อน
หรือคิดโดยสมมติตัวเอง เป็นคนอื่น และถ้ายิงให้บุคคลจากหลายกลุ่ม่
ประสบการณ์มาช่วยกันแก้ปัญหา
ก็จะยิงได้วิธีการที่่หลากหลายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นกอร์ดอน
จึงได้เสนอให้ผู้เรียนมีโอกาสคิดแก้ปัญหาด้วย
แนวความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิมไม่อยู่ในสภาพที่เป็ นต
ให้ลองใช้ความคิดในฐานะที่เป็นคนอื่น
หรือเป็นสิ่งอื่น สภาพเช่นนี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้น
ได้
กอร์คอนเสนอวิธีการคิด เปรียบเทียบแบบอุปมาอุปไมยเพื่อใช้ในการกระตุ้นความคิดใหม่ๆ
ไว้ 3 แบบ คือ
การเปรียบเทียบแบบ
ตรงdirect( analogy) การเปรียบเทียบบุคคลกับสิ่งของ (personal analogy) และการ
เปรียบเทียบคําคู่
ขัดแย้งcompressed( conflict) วิธีการนี้มีประโยชน์มากเป็นพิเศษสําหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการ
เขียนและ การพูดอย่างสร้างสรรค์รวมทั้งการสร้างสรรค์งานทางศิลปะ
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน
ช่วยให้ผู้เรียนเกิดแนวคิดที่ใหม่แตกต่างไปจากเดิม
และสามารถนําความคิดใหม่นั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่1
ขั้นนํา ผู้สอนให้ผู้เรียนทํางานต่างๆ ที่ต้องการให้ผู้เรียนทํา เช่นให้เขียน
บรรยาย เล่า ทําแสดง วาดภาพ สร้าง ปั้น เป็นต้น ผู้เรียนทํางานนั้นๆ
ตามปกติที่เคยทํา เสร็จแล้ว ให้เก็บ ผลงานไว้ก่อน
ขั้นที่2
ขั้นการสร้างอุปมาแบบตรงหรือแบบเปรียบเทียบแบบตรง (direct analogy) ผู้สอนเสนอคําคู่ให้
ผู้เรียนเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง เช่น ลูกบอล กับมะนาว
เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คําคู่ที่ ผู้สอนเลือกมาควรให้มีลักษณะที่สัพ ธ์
บเนื้อหาหรืองานที่ผู้เรียนทํา ในขั้นที่1 ผู้สอนเสนอคําคู่ให้ผู้เรียน
เปรียบเทียบหลายๆ คู่และจดคําตอบของผู้เรียนไว้บนกระดาษ
ขั้นที่3
ขั้นการสร้างอุปมาบุคคลหรือเปรียบเทียบบุคคลกับสิ่งของ (personal analogyาผู้สอนให้ผู้เรียน
สมมติตัวเองเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และแสดงความรู้สึกออกมา เช่น ถ้าเปรียบผู้เรียน
เป็ นเครื่องซักผ้า จะรู้สึกอย่าง ผู้สอนจอคําตอบของผู้เรียนไว้บนกระดาษ
ขั้นที่4 ขั้นการสร้างอุปมาคําคู่ขัดแย้ง (compressed
conflict) ผู้สอนให้ผู้เรียนนํา คําหรือวลีที่ได้จากการ
ํ
เปรียบเทียบในขั้นที่2 และ 3
มาประกอบกันเป็นคําใหม่ที่มีความหมายขัดแย้งกัน ในตัวเอง เช่น ไฟเย็น น้าผึ้ง
ํ
ขม มัจจุราชสีน้าผึ้ง เชือดนิ่มๆ เป็นต้น
ขั้นที่5 ขั้นการอธิบายความหมายของคําคู่ขัดแย้ง
ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันอธิบาย ความหมายของคําคู่
ขัดแย้งที่ได้
ขั้นที่6
ขั้นนําความคิดใหม่มาสร้างสรรค์งาน ผู้สอนให้ผู้เรียนนํางานที่ทําไว้เดิม
ในขั้นที่1 ออกมา ทบทวนใหม่และลองเลือกนําความคิดที่ได้มาใหม่จากกิจกรรมขั้นที่5
มาใช้ในงานของ ตน ทําให้งานของตนมี ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจาการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดความคิดให
ๆ่ และสามารถนําความคิดใหม่ๆ นั้นไปใช้ในงานของ ตน ทําให้งานของตน
มีความแปลกใหม่น่าสนใจมากขึ้น นอกจากนั้น ผู้เรียนยังเกิดความตระหนักใน
คุณค่าของการคิด และความคิด ของผู้อื่นอีกด้วย
4.4 รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดแก้ปัญหาอนาคตตามแนวคิดของทอง
USH (Torrance's Future Problem - Solving Instructional Model)
ก.
ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนนี้พัฒนามาจากรูปแบบการคิดแก้ปัญหาอนาคตตาม
แนวคิดของทอร์แรนซ์
(Torrance,
1962) ซึ่งได้นําองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ 3 องค์ประกอบ คือ
การคิดคล่องแคล่ว
(fluency)
การคิดยืดหยุ่นflexibility)( การคิดริเริ่ม (originality) มาใช้ประกอบกัน
กระบวนการคิดแก้ปัญหา
และการใช้ประโยชน์จากกลุ่มซึ่งมีความคิดหลากหลาย โดยเน้นการใช้เทคนิค ระดม
สมองเกือบทุกขั้นตอน
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งช่วยพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักรู้ในปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
และ เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา
ร่วมกัน
ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดจํานวนมาก
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่1 การนําสภาพการณ์อนาคตเข้าสู่ระบบการคิด
นําเสนอสภาพการณ์อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
หรือกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้การคิด คล่องแคล่ว การคิดยืดหยุ่น การคิดริเริ่ม
และจินตนาการ ในการทํานายสภาพการณ์อนาคตจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และประสบการณ์ของตน
ขั้นที่2 การระดมสมองเพื่อค้นหาปัญหา
จากสภาพการณ์อนาคตในขั้นที่1 ผู้เรียนช่วยกันวิเคราะห์ว่าอาจจะเกิดปัญหา
อะไรขึ้นบ้างในอนาคต
สรุปปัญหา และจัดลําดับความสําคัญของปัญหา
ผู้เรียนนําปัญหาที่วิเคราะห์ได้มาจัดกลุ่ม
หรือจัดความสัมพันธ์เพื่อกําหนดว่าอะไร เป็ นปัญหาหล
อะไรเป็
นปัญหารอง และจัดลําดับความสําคัญของปัญหา
ขั้นที่4 การระดมสมองหาวิธีการแก้ปัญหา
ผู้เรียนร่วมกันคิดวิธีแก้ปัญหาพยายามคิดให้ได้โดย ทางเลือกที่แปลกใหม่ จํานวนมาก
ขั้นที่5 การเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
เสนอเกณฑ์หลายๆ
เกณฑ์ที่จะใช้ในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา แล้วตัดสินใจเลือก เกณฑ์ที่มีความ
เหมาะสมและมีความเป็ นไปได้ในแต่ละสภาพการณ์ ต่อไปจึงนําเกณฑ์ที่คัดเลือการเลือกวิธีการไว้มาใช้ใน
ํ
แก้ปัญหาที่ดีที่สุด
โดยพิจารณาถึงน้าหนักความสําคัญของเกณฑ์แต่ละข้อด้วย
ขั้นที่6 การนําเสนอวิธีแก้ปัญหาอนาคต
ผู้เรียนนําวิธีการแก้ปัญหาอนาคตที่ได้มาเรียบเรียงอธิบายรายละเอียดเพิมเติม่
ข้อมูลที่จําเป็น คิดวิธีการ
นําเสนอที่เหมาะสมและนําเสนออย่างเป็
นระบบน่าเชื่อถือ
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา
และตระหนักรู้ในปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ในอนาคต และ
สามารถใช้ทักษะการคิดแก้ปัญหามาใช้ในการคิดแก้ปัญหาปัจจุบัน
และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
5. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการ
(Integration)
รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดนี้เป็นรูปแบบที่พยายามพัฒนาการเรียนรู้ด้านต่างๆ
ของผู้เรียนไป
พร้อมๆ
กัน
โดยใช้การบูรณาการทั้งทางด้านเนื้อหาสาระและวิธีการรูปแบบในลักษณะนี้กําลังได้รับความนิยม
อย่างมาก เพราะมีความสอดคล้องกับหลักทฤษฎีทางการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนา
รอบด้านหรือการพัฒนาเป็ น องค์รวม
รูปแบบในลักษณะดังกล่าวที่นํามานําเสนอในที่นี้มี4 รปแบบใหญ่ๆ คือ
1. รูปแบบการเรียนการสอนทางตรง
2. รูปแบบการเรียนการสอนโดยการสร้างเรื่อง
3. รูปแบบการเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้MAT4
4.
รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
4.1 รูปแบบจิ๊กซอร์(JIGSAW)
4.2 รูปแบบเอส. ที. เอ. ดีSTAD)(
4.3 รูปแบบ ที. เอ. ไอ.TA)(
4.4 รูปแบบ ที. จี. ทีTGT).(
4.5 รูปแบบแอล. ที.LT)(
4.6 รูปแบบ จี. ไอGI)(
4.8 รูปแบบคอมเพล็กซ์Complex( Instruction)
1. รูปแบบการเรียนการสอนทางตรง
(Direct Instruction Model) ก. ทฤษฎีหลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
จอยส์ และวีลJoyce( and Weil, 1996 : 334) อ้างว่า
มีงานวิจัยจํานวนไม่น้อยที่ชี้ให้เห็นว่า การสอน
มุ่งเน้นการให้ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกว่ามีบทบาทในการเรียน ทําให้ผู้เรียนมีความตั้งใจในการ
เรียนรู้และช่วยให้ผู้เรียนประสบความสําเร็จในการเรียน การเรียนการสอนโดย
จัดสาระและวิธีการให้ผู้เรียน
อย่างดีทั้งทางด้านเนื้อหา
ความรู้และการให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนอย่าง ประสิทธิภาพacademic( learning)เป็ น
ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนมากที่สุด ผู้เรียนมของ
จดจ่อกับสิ่งที่เรียนและช่วยให้ผู้เรียนถึง 80% ประสบ ความสําเร็จในการเรียน
นอกจากนั้นยง บรรยากาศการเรียนที่ไม่ปลอดภัยสําหรับผู้เรียน สามารถสกัดกั้น
ความสําเร็จของผู้เรียนได้ดังนั้น 8 จึงจําเป็นต้องระมัดระวัง
ไม่ทําให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกในทางลบ เช่น การดุ ด่าว่ากล่าว แสด พอใจ
หรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้เรียน
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนนี้มุ่งช่วยให้ได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหา
สาระ และมโนทัศน์ต่างๆ รวมทั้งได้ฝึกปฏิบัติ ทักษะต่างๆ จนสามารถทําได้ดีประสบผลสําเร็จได้ในเวลาที่จํากัด
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การเรียนการสอนของรูปแบบนี้ประกอบด้วยขั้นตอนสําคัญๆ
5 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่1 ขั้นนํา
1.1 ผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน
และระดับการเรียนรู้หรือพฤติกรรม การเรียนรู้ที่คาดหวังแก่
ผู้เรียน
1.2 ผู้สอนชี้แจงสาระของบทเรียน
และความสัมพันธ์กับความรู้และ ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนอย่าง
คร่าวๆ
1.3 ผู้สอนชี้แจงกระบวนการเรียนรู้และหน้าที่รับผิดชอบของผู้เรียนในการ
เรียนแต่ละขั้นตอน ขั้นที่2 ขั้นนําเสนอบทเรียน
2.1 หากเป็นการนําเสนอเนื้อหาสาระ
ข้อความรู้หรือมโนทัศน์ผู้สอนควร กลันกรองและสกัด่
คุณสมบัติเฉพาะของมโนทัศน์เหล่านั้น และนําเสนออย่างชัดเจน พร้อมทั้งอธิบายและ
ยกตัวอย่างประกอบให้ ผู้เรียนเข้าใจ ต่อไปจึงสรุปคํานิยามของมโนทัศน์เหล่านั้น
2.2 ตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจตรงตามวัตถุประสงค์
ก่อนให้ผู้เรียนลง มือฝึ กปฏิบัติ หากผู้เรีย ไม่เข้าใจ
ต้องสอนซ่อมเสริมให้เข้าใจก่อน
ขั้นที่3 ขั้นปฏิบัติตามแบบ (structured
practice)
ผู้สอนปฏิบัติให้ผู้เรียนดูเป็
นตัวอย่าง ผู้เรียนปฏิบัติตามลป้อนกลับผู้สอนให้ข้อมูให้การเสริมแรงหรือ
แก้ไขข้อผิดพลาดของผู้เรียน
ขั้นที่4
ขั้นฝึกปฏิบัติภายใต้การกํากับของผู้ชี้แนะ (guided practice)
ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
โดยผู้สอนคอยดูแลอยู่ห่างๆ ผู้สอนจะสามารถ ประเมินการเรียนรู้และ
ความสามารถของผู้เรียนได้จากความสําเร็จและความผิดพลาดของการปฏิบัติของ ผู้เรียน
และช่วยเหลือผู้เรียน โดยให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียน แก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ
ขั้นที่5 การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ (independent
practice)
หลังจากที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นที่4
ได้ถูกต้องประมาณ 85 - 90% แล้ว ผู้สอนควรปล่อยให้ ผู้เรียนปฏิบัติต่อไปอย่างอิสระ
เพื่อช่วยให้เกิดความชํานาญ และการเรียนรู้อยู่คงทน ผู้สอนไม่จําเป็ นต้อ
ข้อมูลป้อนกลับในทันทีสามารถให้ภายหลังได้การฝึกในขั้นนี้ไม่ควรทํา
ติดต่อกันในครั้งเดียว ควรมีการฝึก เป็ นระยะๆ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้อยู่คงทขึน
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
การเรียนการสอนแบบนี้เป็นไปตามลําดับขั้นตอน
ตรงไปตรงมา ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ทั้งทางด้านพุทธิ
พิสัย
และทักษะพิสัยได้เร็วและได้มากในเวลาจํากัด ไม่สับสน ผู้เรียนได้ฝึ กปฏิบัติ
ตามความสามารถของตนจ
สามารถบรรลุวัตถุประสงค์
ทําให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียน และมี ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
2. รูปแบบการเรียนการสอนโดยการสร้างเรือง
(Storyline Method) ก. ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสร้างเรื่องStoryline(
Approach) พัฒนาขึ้น โดย ดร.สตีฟเท็ล
และแซลลี่
ฮาร์คเนสSteve( Bell and Sally Harkness) จากสก็อตแลนด์ เขามีความเชื่อ
เกี่ยวกับการเรียนรู้ว่า (อรทัย มูลคํา และคณะ,2541 : 34 - 35)
1.
การเรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะบูรณาการ
หรือเป็ นสหวิทยาการ คือเป็ นการเรียนรู้ ที่ผสมผสานศาสตร์ หลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน
เพื่อประโยชน์สูงสุดในการประยุกต์ใช้ในการทํางานและ ดําเนินชีวิตประจําวัน
2. การเรียนรู้ที่ดีเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นผ่านทางประสบการณ์ตรงหรือการกระทํา
หรือการมีส่วนร่วม
ของผู้เรียนเอง
3.
ความคงทนของผลการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับวิธีการเรียนรู้หรือวิธีการที่ได้รับความรู้มา
4. ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้คุณค่าและสร้างผลงานที่ดีได้หากมีโอกาสได้ลงมือกระทํา
นอกจากความเชื่อดังกล่าวแล้ว
การเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสร้างเรื่องนี้ยังใช้หลักการเรียนรู้และ
การสอนอีกหลายประการ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวไปสู่วถีชีวิตจริง
การสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง และ การเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็ นศูนย์กลาง
จากฐานความเชื่อและหลักการดังกล่าว
สตีฟเท็ล (ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาและโลก ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2542
: 4) ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่มีลักษณะ าบูรณาเนื้อหาหลักสูตร
และทักษะการเรียนจากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน
โดยให้ผู้เรียนได้สร้างสรรค์เรื่องขึ้นด้วยตนเอง โดยผู้สอนทํา หน้าที่วางเส้นทาง
เดินเรื่องให้ โดยดําเนินการเรื่องแบ่งเป็episode)นตอนๆแต่ละตอนประกอบด้วยกิจกรรม(
ย่อยที่เชื่อมโยงกันด้วยคําถามหลักkeyquestion)( ลักษณะของ
คําถามหลักที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวให้ดําเนินไป อย่างต่อเนื่องมี4
คําถามได้แก่ที่ไหน ใคร ทําอะไร อย่างไร และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
ผู้สอนจะใช้คําถาม หลักเหล่านี้เปิดประเด็นให้ผู้เรียนคิดร้อยเรียง
เรื่องราวด้วยตนเอง รวมทั้งสร้างสรรค์ชิ้นงานประกอบกันไป การ
เรียนการสอนด้วยวิธีดังกล่าวจึงช่วยให้ ผู้เรียนมีโอกาสได้ใช้ประสบการณ์และความคิดของตนอย่างเต็มที่แล
โอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกัน อภิปรายร่วมกัน
และเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง
ข.วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยพัฒนาความรู้เข้ใจควา
และเจตคติของผู้เรียนในเรื่องที่เรียน รวมทั้ง ทักษะกระบวนการ ต่างๆ เช่น
ทักษะการคิด ทักษะการทํางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการ สื่อสาร เป็
นต้น
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การเรียนการสอนตามรูปแบบจําเป็
นต้องมีการวางแผนและจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ ล่วงหน้า โดย ดําเนินการดังนี้
ขั้นที่1
การกําหนดเส้นทางเดินเรื่องให้เหมาะสม
ผู้สอนจําเป็นต้องวิเคราะห์จุดหมายและเนื้อหาสาระของหลักสูตร และเลือก - ) ชื่องให้สอดคล้องกับ
เนื้อหาสาระของหลักสูตรที่ต้องการจะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และจัดแผนการ
สอนในรายละเอียดเส้นทางเดินเรื่อง
ประกอบด้วย 4
องค์episode)( หรือ 4 ตอนด้วยกัน คือ ฉาก ถ้าละคร วิถีชีวิตและเหตุการณ์
ในแต่ละองค์ ผู้สอน จะต้องกําหนดประเด็นหลักขึ้นมาแล้วตั้งเป็นคําถาม
แล้วตั้งเป็นคําถามนําให้ผู้เรียนศึกษาหาคําตอบ ซึ่งคําถาม
เหล่านี้จะโยงไปยังคําตอบที่สัมพันธ์กับ เนื้อหาวิชาต่างๆ
ที่ประสงค์จะบูรณาการเข้าด้วยกัน ดังแสดงตัวอย่าง
เส้นทางเดินเรื่อง และตัวอย่าง
แผนการจัดการเรียนการสอน ไว้ในภาพประกอบที่ 14 และ ตารางที่ 27 (วลัย พานิช, 2543
: 29 - 41)
แผนผังเส้นทางเดินเรื่องTopic(
line)
|
ตอน (ฉาก) ที่ 1Episode)(
|
คําถามหลัก
|
ฉาก
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ตอน (ฉาก) ที่ 2 คําถามหลัก
|
ตัวละคร
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ตอน (ฉาก) ที่ 3 คําถามหลัก
|
การดําเนินชีวิต
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ตอน(ฉาก) ที่ 4 คําถามหลัก
|
มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหรือมีตอน
|
|
|
|
|
ปัญหาที่ต้องแก้ไข
|
|
|
|
|
ภาพประกอบที่ 14 ตัวอย่างทางเดินเรื่อง วลัย,2543พานิช:29)
ขั้นที่2 การดําเนินกิจกรรมการเรียนการสอน
ผู้สอนดําเนินการตามแผนการสอนไปตามลําดับ
การเรียนการสอนแบบนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่คาบ หรือต่อเนื่องกันเป็ นภาคเรียนก็ได้
แล้วแต่หัวเรื่องและการบูรณาการว่าสามารถทําได้ ครอบคลุมเพียงใดแต่ไม่
ควรใช้เวลาเกิน 1 ภาคเรียน เพราะผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่าย ในการเริ่ม
กิจกรรมใหม่ผู้สอนควรเชื่อมโยง
กับเรื่องที่ค้างไว้เดิมให้สานต่อกันเสมอและควรให้ผู้เรียนสรุปความคิด
รวบยอดของแต่ละกิจกรรม ก่อนจะขึ้น
กิจกรรมใหม่นอกจากนั้นควรกระตุ้นให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้า
ข้อมูลจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนชื่นชมผลงานของกันและกัน
และได้ปรับปรุง พัฒนางานของตน
ขั้นที่3 การประเมิน
ผู้สอนใช้การประเมินผลตามสภาพที่แท้จริงauthentic(
assessment) คือการ ประเมินจากการสังเกต การ บันทึก
และการรวบรวมข้อมูลจากผลงานและการแสดงออกของผู้เรียนการ
ประเมินจะไม่เน้นเฉพาะทักษะพืนฐานเท่านั้้น
แต่จะรวมถึงทักษะการคิด การทํางาน การร่วมมือ การ เสือเหาและอื่นๆ
การประเมินให้ความสําคัญในการประสบผลสําเร็จในการทํางานของผู้เรียนแต่ละคมากกว่า
การประเมินผลการเรียนที่มุ่งให้คะแนนผลผลิต และจัดลําดับที่เปรียบเทียบกับกลุ่ม
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้จากการเรียนรู้ตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดความรู้
ความเข้าใจ ในเรื่องที่เรียน ในระดับที่สามารถวิเคราะห์และ มทัสัง้เคราะห์ได้
ได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ
ตารางที่ 27 ตัวอย่างแผนการสอนStory line
ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรมการเรียนการสอน
โดยการสร้างเรื่อง (วลัย,2543พานิช:40)
หัวข้อ : ครอบครัวไทยในยุคไอเอ็มเอฟ
|
การผกเรื่องู
|
แผนผัง
|
กิจกรรม
|
ลักษณธการ
|
สื่อการเรีย
|
ผลงานของ
|
การประเมิลผล
|
|
(คําเนินเรื่อ
|
|
|
จัดชั้นเรี
|
การสอน
|
นักเรียน
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
1.
|
ครอบครัว
|
นักเรียน
|
กลุ่มย่อย
|
กระดาษ
|
รูปภาพของ
|
- ทักษะต่างๆ
|
|
ครอบครัว
|
ของคุณมี
|
เสนอชื่อ
|
|
กาว สี
|
สมาชิกใน
|
- การสังเกต
|
|
คนไทย
|
สมาชิกกี่คน
|
สมาชิกใน
|
|
|
แต่ละ
|
- การคิด
|
|
|
ใครบ้าง
|
ครอบครัว
|
|
|
ครอบครัว
|
สร้างสรรค์
|
|
|
มีอาชีพ
|
บอก
|
|
|
และประวัติ
|
- การทํางานกลุ่
|
|
|
อะไรบ้าง
|
รายละเอียด
|
|
|
สมาชิกใน
|
- การจัดการ
|
|
|
|
คนใน
|
|
|
ครอบครัว
|
|
|
|
|
ครอบครัว
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
2.
|
ที่อยู่อาศัย
|
นักเรียน
|
กลุ่มย่อย
|
กระดาษ
|
ลักษณะของ
|
*ผลงานที่ได้รั
|
|
ที่อยู่อาศัย
|
ของคุณ
|
เสนอ
|
|
กาว สี
|
บ้าน
|
มอบหมาย
|
|
ของ
|
มีลักษณะ
|
ลักษณะบ้าน
|
|
|
|
|
|
ครอบครัว
|
เป็ นอย่างไร
|
ที่อยู่อาศัย
|
|
|
|
|
|
|
|
ของแต่ละ
|
|
|
|
|
|
|
|
ครอบครัว
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
3.
รูปแบบการเรียนการสอนตามวัฏจักการเรียนรู้4 MAT
ก.
ทฤษฎีหลักการ/หรือแนวคิดของรูปแบบ
แม็คคาร์ธีMcCarthy(
อ้างถึง ศักดิ์ชัย นิรัญทวีและไพเราะ พุ่มมัน่, 2542 : 7 - 11) พัฒนารูปแบบการ
เรียนการสอนนี้ขึ้นจากแนวคิดของโคล์ป (Kolb) ซึ่งอธิบายว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นจาก
ความสัมพันธ์ของ 2 มิติคือ
การรับรู้perception)(
และกระบวนการจัดกระทําข้อมูลprocessing)( การ รับรู้ของบุคคลมี 2 ช่องทาง คือ ผ่าน
ทางประสบการณ์ที่เป็ นรูปธรรม และผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็ น
นามธรรม (abstract
conceptualization) ส่วนกระบวนการจัดการกระทํากับข้อมูลที่รับรู้นั้น มี2 ลักษณะ
เช่นเดียวกัน คือ การลงมือทดลองปฏิบัติ และการสังเกตโดยใช้ความคิดอย่างไตร่ตรอง
เมื่อลากเส้นตรง ของ ช่องทางการรับรู้ 2 ช่องทาง
และเส้นตรงของกระบวนการจัดกระทําข้อมูลเพื่อให้เกิดการเรียนรู้มาตัด กัน แล้ว
เขียนเป็นวงกลมจะเกิดพื้นที่เป็น 4 ส่วนของวงกลม
ซึ่งสามารถแทนลักษณะการเรียนรู้ของ ผู้เรียน 4 แบบ คือ
แบบที่ 1 เป็
นผู้เรียนที่ถนัดจินตนาการimaginative( learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทาง
ประสบการณ์ที่เป็ น รูปธรรม
และใช้กระบวนการจัดกระทําข้อมูลด้วยการสังเกตอย่างไตร่ตรอง แบบที่ 2
เป็ นผู้เรี ยนที่ถนัดการวิเคราะห์analytic( learners)
เพราะมีการรับรู้ผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็ นและชอบใช้
กระบวนการสังเกตอย่างไตร่ตรอง แบบที่
3ผู้เรียนที่ถนัดใช้สามัญสํานึกเป็commonsenes learners) เพราะมี
การรับรู้ผ่านทางความคิดรวบยอดที่เป็ นนามธรรม และชอบใช้ กระบวนการลงมือทํา แบบที่
4 เป็ นผู้เรียนที่ถน
ในการปรับเปลี่ยนdynamic(
learners) เพราะมีการรับรู้ผ่านทางประสบการณ์ที่เป็ นรูปธรรมและชอบใช้
กระบวนการลงมือปฏิบัติแมคคาร์ธีและคณะ (ศักดิ์ชัย นิรัญทวีและไพเราะ พุ่มมัน่,
2542 : 7 - 11) ได้นํา แนวคิดของโคล์ป มาประกอบกับแนวคิดเกี่ยวกับการ
ทํางานของสมองทั้งสองซีก ทําให้เกิดเป็นแนวทางการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้คําถามหลัก
4 คําถามคือ ทําไมWhy?)( อะไร (What?) อย่างไร How?)( และถ้า
(17)
ซึ่งสามารถพัฒนาผู้เรียนที่มีลักษณะการเรียนรู้แตกต่างกันทั้ง
4 แบบ ให้สามารถใช้สมองทุกส่วนของตน ในการพัฒนาศักยภาพของ
ตนได้อย่างเต็มที่(ศักดิ์ชัย นิรัญทวีและไพเราะ พุ่มมัน่, 2542 : 15- 16)
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ใช้สมองทุกส่วนwholebrain)(
ทั้งซีกซ้ายและขวา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้แก่ตนเอง
ค.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
การเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้MAT4
มีขั้นตอนดําเนินการ 8 ขั้น ดังนี้(ศักดิ์ชัย นิรัญทวีและ ไพเราะ พุ่มมัน่, 2542 :
11 - 16: เธียร พานิช,2542 : 3- 5)
ขั้นที่1
การสร้างประสบการณ์ผู้สอนเริ่มต้นจากการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน
เห็นคุณค่าของเรื่องที่ เรียนด้วยตนเอง
ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตอบคําถามได้ว่า ทําไมตนจึงต้อ เรีย รูเรื่อ นี้
ขั้นที่2
การวิเคราะห์ประสบการณ์หรือสะท้อนความคิดจากประสบการณ์ช่วย ให้ผู้เรียนเกิดความ
ตระหนักรู้ และยอมรับความสําคัญของเรื่องที่เรียน
ขั้นที่3
การพัฒนาประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอดหรือแนวคิดเมื่อผู้เรียนเห็น
คุณค่าของเรื่องที่เรียน แล้ว
ผู้สอนจึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความคิดรวบยอด
ขึ้นด้วยตนเอง
ขั้นที่4 การพัฒนาความรู้ความคิด
เมื่อผู้เรียนมีประสบการณ์และเกิดความคิดรวบยอดหรือแนวคิดพอสมควรแล้ว
ผู้สอนจึงกระตุ้นให้
ผู้เรียนพัฒนาความรู้ความคิดของตนให้กว้างและลึกซึ้งขึ้น
โดยการให้ผู้เรียนศึกษา ค้นคว้าเพิมเติมจากแหล่ง่ ความรู้ที่หลากหลาย
การเรียนรู้ในขั้นที่3 และ 4 นี้คือการตอบคําถามว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ อะไร
ขั้นที่5 การปฏิบัติตามแนวคิดที่ได้เรียนรู้
ปฏิบัติจริง
และศึกษาผลที่เกิดขึ้น
ขั้นที่6 การสร้างสรรค์ชิ้นงานของตนเอง
จากการปฏิบัติตามแนวคิดที่ได้เรียนรู้ในขั้นที่5
ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ถึงจุดเด่น จุดด้อยของแนวคิด
ความเข้าใจแนวคิดนั้นจะกระจ่างขึ้น
ในขั้นนี้ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนา ความสามารถของตน โดยการ
นําความรู้ความเข้าใจนั้นไปใช้หรือปรับประยุกต์ใช้ในการสร้างชิ้นงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
ดังนั้นคําถามหลักที่ใช้ในขั้นที่5
- 6 ก็คือจะกระทําอย่างไร
ขั้นที่7
การวิเคราะห์ผลงานและแนวทางในการนําไปประยุกต์ใช้
เมื่อผู้เรียนได้สร้างสรรค์ชิ้นงานของตนตามความถนัดแล้ว
ผู้สอนควรเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนได้แสดงผล
งานของตน
ชื่นชมกับความสําเร็จ และเรียนรู้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์เพื่อปรับปรุงงาน
ของตนให้ดีขึ้น และการ
นําไปประยุกต์ใช้ต่อไป
ขั้นที่8 การและเปลี่ยนความรู้ความคิด
ขั้นนี้เป็นขั้นของการขยายขอบข่ายของความรู้โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด
แก่กันและกัน และ
ร่วมกันอภิปรายเพื่อการนําการเรียนรู้ไปเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและอนาคต
คําถามหลัก ในการอภิปรายก็คือ? ถ้
ซึ่งอาจนําไปสู่การเปิ ดประเด็นใหม่สําหรับผู้ ีย การเริ่มต้นวัฏจักรของการ
เรียนรู้ในเรื่องใหม่ต่อไป
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะสามารถสร้างความรู้ด้วยตนเองในเรื่องที่เรียน
จะเกิดความรู้ความเข้าใจ และนําความรู้ความ
เข้าใจนั้นไปใช้ได้และสามารถสร้างผลงานที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
รวมทั้งได้พัฒนาทักษะ กระบวนการต่างๆ อีกจํานวนมาก
4. รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนร้แบบร่วมมือู
(Instructional Models of Cooperative
Learning)
ก.
ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
พัฒนาขึ้นโดยอาศยหลักการ เรียนรู้แบบร่วมมือ
ของจอห์นสันJohnson(
& Johnson, 1974 : 213 - 240) ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้เรียนควร
ร่วมมือกันในการเรียนรู้ มากกว่าการแข่งขัน เพราะการแข่งขันก่อให้เกิดสภาพการณ์ของการแพ้
ชนะ ต่างจากการร่วมมือกัน ซึ่ง ก่อให้เกิดสภาพการณ์ชนะ ชนะ
ป็อันเสภาพการณ์ที่ดีกว่าทั้งทางด้านจิตใจ และสติปัญญา หลักการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ 5
ประการประกอบด้วย 1. การเรียนรู้ต้องอาศัยหลักการพึ่งพาpositiveกันinterdependence)(
โดยถือว่า ทุกคนมีความสําคัญเท่าเทียมกันและจะต้องพึ่งพากัน เพื่อ
ความสําเร็จร่วมกันที่ดีต้องอาศัยการหัน2.การเรียนรู้ หน้าเข้าหากัน
มีปฏิสัมพันธ์กันfacetoface( interaction) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูล
และการเรียนรู้ ต่างๆ 3. การเรียนรู้ร่วมกันต้องอาศัย ทักษะทางสังคมSocialskills)(
โดยเฉพาะทักษะในการทํางานร่วมกัน และ
4.
การเรียนรู้ร่วมกันควรมีวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มgroup(
processing) ที่ใช้ในการทํางาน และ 5. การ เรียนรู้ร่วมกันจะต้องมี
ผลงาน
หรือผลสัมฤทธิ์ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่สามารถตรวจสอบและวัดประเมินได้(individual
accountability) หากผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้แบบร่วมมือกันยให้ผู้เรียนอกจะช่เกิดการเรียนรู้ด้าน
เนื้อหา สาระต่างๆ ได้กว้างขึ้นและลึกซึ้งขึ้นด้วย
รวมทั้งมีโอกาสได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ ที่จําเป็นต่อ
การดํารงชีวิตอีกมาก
ข.
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
รูปแบบนี้มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ
ด้วยตนเองและด้วยความ ร่วมมือและช่วยเหลือ จากเพื่อนๆ
รวมทั้งได้พัฒนาทักษะทางสังคมต่างๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะ
การทํางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะ การสร้างความสัมพันธ์รวมทั้งทักษะการแสวงหาความรู้ทักษะการคิดการ
แก้ปัญหาและอื่นๆ
ค.
กระบวนการเรียนการสอนตามรูปแบบ
รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ
มีหลายรูปแบบซึ่งแต่ ละรูปแบบจะมีวิธีการ ดําเนินการหลักๆ
ซึ่งได้แก่การจัดกลุ่มการศึกษาเนื้อหาสาระ การทดสอบ การคิด คะแนน และระบบการให้
รางวัลแตกต่างกันออกไป เพื่อสนองวัตถุประสงค์เฉพาะ แต่ไม่ว่าจะเป็ น
รูปแบบใดต่างก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ หลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ 5 หลักการ
และมีวัตถุประสงค์มุ่งตรง ไปในทิศทางเดียวกัน คือเพื่อช่วยให้ผู้เรี
เกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่ศึกษาอย่างมากที่สุดโดยอาศัยการ ร่วมมือกัน
ช่วยเหลือกัน และแลกเปลี่ยนความรู้
ระหว่างกลุ่มผู้เรียนด้วยกันตกต่งของรูปแบบความแ
แต่ละรูปแบบจะอยู่ที่เทคนิคในการศึกษาเนื้อหาสาระ และวิธีการเสริมแรง
และการให้รางวัลเป็ นประการ สําคัญเพื่อความกระชับในการนําเสนอ ผู้เขียนจึงจะนําเสนอ
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบทั้ง 8 รูปแบบต่อเนื่องกัน ดังนี้
1. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบจิกซอร์JIGSAW)(
1.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ–
กลา(เก่ง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้าน ของเรา (home group)
1.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา
ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาสาระคนละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้
ชิ้นส่วนของภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคําตอบในประเด็นปัญหาที่ผู้สอน มอบหมายให้
1.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา
แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ซึ่งได้รับ เนื้อหาเดียวกัน ตั้งเป็นกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญexpert(
group) ขึ้นมา และร่วมกันทําความเข้าใจในเนื้อหาสาระ นั้นอย่างละเอียด และร่วมกัน
อภิปรายหาคําตอบประเด็นปัญหาที่ผู้สอนมอบหมายให้
1.4 สมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
กลับไปสู่กลุ่มบ้านของเราแต่ละคนช่วยสอนเพื่อน ในกลุ่มให้เข้าใจในส
ที่ตนได้ศึกษาร่วมกับกลุ่มผู้เชียวชาญ เช่นนี้สมาชิกทุกคนก็จะได้เรียนรู้ภาพรวม
ของสาระทั้งหมด
1
5
ผู้เรียนทุกคนทําแบบทดสอบแต่ละคนจะได้คะแนนเป็ นรายบุคคล และได้คะแนน
คะแนนของทุกคนในกลุ่มบ้านของเรามารวมกัน (หรือหาค่าเฉลี่ย) เป็ นคะแนนกลุ่ม
กลุ่มที่ 2 สูงสุด ได้รับราง
2. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ เอส.ที.เอ.ดีSTAD).(
คําว่า“STAD”
เป็ นตัวย่อของ“Student Teams Achievement Division กระบวนการดําเนินการมีดังนี้
2.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ–
กลา(เก่ง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้าน ของเรา (home group)
2.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา
ได้รับเนื้อหาสาระ และศึกษาเนื้อหาสาระนั้น ร่วมกัน เนื้อหาสาระนั้น
อาจมีหลายขั้นตอน ซึ่งผู้เรียนอาจต้องทําแบบทดสอบในแต่ละตอน และเก็บ คะแนนของตนไว้
2.3 ผู้เรียนทุกคนทําแบบทดสอบครั้งสุดท้าย
ซึ่งเป็นการทดสอบรวบยอดและ นําคะแนนของตนไปหา
คะแนนพัฒนาการ
improvement( score) ซึ่งหาได้ดังนี้
คะแนนพืนฐาน้ :
ได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบย่อยหลายๆ ครั้งที่ผู้เรียน แต่ละคนทําได้
คะแนนที่ได้:
ได้จากการนําคะแนนทดสอบครั้งสุดท้ายลบคะแนนพืนฐาน้ คะแนนพัฒนาการ :
ถ้าคะแนนที่ได้คือ
11 ขึ้นไป คะแนนพัฒนาการ = 0
1
ถึง-10
คะแนนพัฒนาการ = 10 +1 ถึง 10 คะแนนพัฒนาการ = 20 +11 ขึ้นไป คะแนนพัฒนาการ = 30
2.4 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา
นําคะแนนพัฒนาการของแต่ละคนในกลุ่มมา รวมกันเป็ นคะแนนของ กลุ่ม
กลุ่มใดได้คะแนนพัฒนาการของกลุ่มสูงสุด กลุ่มนั้นได้รางวัล
3. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ที. เอ. ไอTAI).(
คําว่า“TAI” มาจาก
“Team - Assisted Individualization” ซึ่งมีกระบวนการ ดังนี้
3.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ-กลาง(เก่ง-
อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้าน ของเรา (home group)
3.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับเนื้อหาสาระ
และศึกษาเนื้อหาสาระนั้น ร่วมกัน
3.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา จับคู่กันทําแบบฝึ
กหัด
ก.
ถ้าใครทําแบบฝึกหัดได้75%
ขึ้นไปให้ไปรับการทดสอบรวบยอดครั้ง สุดท้าย
ข. ถ้ายังทําแบบฝึกหัดได้ไม่ถึง 75%
ให้ทําแบบฝึกหัดซ่อมจนกระทังทําได้่แล้วจึงไปรับการทดสอบ
รวบยอดครั้งสุดท้าย
3.4 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราแต่ละคนนําคะแนนทดสอบรวบยอดมา
รวมกันเป็ นคะแนนกลุ่ม กลุ่ม
ใดได้คะแนนกลุ่มสูงสุด
กลุ่มนั้นได้รับรางวัล
4. กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ
ที.จี.ที. (TGT)
ตัวย่อ“TGT” มาจาก “Team Games Tournament”
4.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ– กลา(เก่ง
- อ่อน) กลุ่มละ 4 คนและเรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้าน
ของเรา
(home group)
4.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับเนื้อหาสาระ
และศึกษาเนื้อหาสาระ ร่วมกัน
4.3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา
แยกย้ายกันเป็ นตัวแทนกลุ่มไปแข่งขันกับกลุ่ม อื่นโดยจัดกลุ่มแข่งข ตามความสามารถ
คนเก่งในกลุ่มบ้านของเราแต่ละกลุ่มไปรวมกัน คนอ่อนไปรวม กับคนอ่อนของกลุ่มอื่น
กลุ่ม ใหม่ที่รวมกันนี้เรียกว่ากลุ่มแข่งขันกําหนดให้มีสมาชิกกลุ่มละ 4 คน
4.4 สมาชิกในกลุ่มแข่งขัน เริ่มแข่งขันกันดังนี้
ก. แข่งขันกันตอบคําถาม 10 คําถาม
ข. สมาชิกคนแรกจับคําถามขึ้นมา 1 คําถาม
และอ่านคําถามให้กลุ่มฟัง
ค.
ให้สมาชิกที่อยู่ซ้ายมือของผู้อ่านคําถามคนแรกตอบคําถาม
ก่อน ต่อไปจึง ให้คนถัดไปตอบจนครบ ง. ผู้อ่านคําถาม เปิ ดคําตอบ
แล้วอ่านเฉลยคําตอบที่ถูกให้กลุ่มฟัง จ. ให้คะแนนคําตอบดังนี้ผู้ตอบถูกเป็นคนแรกได้2
คะแนน ผู้ตอบถูกคนต่อไปได้1 คะแนน ผู้ตอบผิด
ได้
0 คะแนน
ฉ.
ต่อไปสมาชิกกลุ่มที่สองจับคําถามที่2
และเริ่มเล่นตามขั้นตอน ข ค ไป เรื่อยๆ จนกระทังคําถามหมด่ ช.
ทุกคนรวมคะแนนของตนเอง ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 1 ได้โบนัส 10 คะแนน
ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 2 ได้โบนัส 8 คะแนน ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 3 ได้โบนัส 5 คะแนน
ผู้ได้คะแนนสูงอันดับ 4 ได้โบนัส 4 คะแนน
45 เมื่อแข่งขันเสร็จแล้ว
สมาชิกกลุ่มกลับไปกลุ่มบ้านของเรา แล้วนําคะแนน ที่แต่ละคนได้รวมเป็ น
คะแนนของกลุ่ม
5.
กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบแอล.ที่L(.)
“LT.” มาจากคําว่าLearning
Together ซึ่งมีกระบวนการที่ง่าย ไม่ซับซ้อน 5.1
จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ– กลา(เก่ง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน
5.2 กลุ่มย่อยกลุ่มละ
4 คน ศึกษาเนื้อหาร่วมกัน โดยกําหนดให้แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ช่วยกลุ่มใน
การเรียนรู้ตัวอย่างเช่น
สมาชิกคนที่1 : อ่านคําสัง่
สมาชิกคนที่ 2 : หาคําตอบ
สมาชิกคนที่ 3 : หาคําตอบ
สมาชิกคนที่ 4 : ตรวจคําตอบ
5.3 กลุ่มสรุปคําตอบร่วมกัน
และส่งคําตอบนั้นเป็นผลงานกลุ่ม
5.4 ผลงานกลุ่มได้คะแนนเท่าไร สมาชิกทุกคนใล่นก้นจะได้คะแนนนัั้น เท่ากันทุกคน
6.
กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ จี.ไอ. (G.)
“G.I.” คือ“Group
Investigation” รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ช่วยกันไปสืบค้นข้อมูลมา ใช้ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยดําเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้
6.1 จัดผู้เรียนเข้ากละความสามารถุ่มค
(เก่ง– กลาง – อ่อน) กลุ่มละ 4 คน 6.2 กลุ่มย่อยศึกษาเนื้อหา สาระร่วมกัน โดย ก.
แบ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็นหัวข้อย่อยๆ แล้วแบ่งกันไปศึกษาหาข้อมูลหรือคําตอบ
ข. ในการเลือกเนื้อหา
ควรให้ผู้เรียนอ่อนเป็นผู้เลือกก่อน
6.3 สมาชิกแต่ละคน
ไปศึกษาหาข้อมูล/คําตอบมาให้กลุ่ม กลุ่มอภิปราย ร่วมกัน และสรุปผลการศึกษา
6.4 กลุ่มเสนอผลงานของกลุ่มต่อชั้นเรียน
รูปแบบCIRC หรือ“Cooperative
Integrated Reading And Compos เป็ นรูปแบบการเรียนการสอนแบบ
ร่วมมือที่ใช้ในการสอนอ่านและเขียนโดยเฉพาะ รูปแบ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม
คือ กิจกรรมการ อ่านแบบเรียน การสอนการอ่านเพื่อควา และการบูรณาการภาษากับการเรียน
โดยมีขั้นตอนในการดําเนินการ ดังนี้(Slavin, 1995 : 104 – 110)
1.1 ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนตามระดับความสามารถในการอ่าน
นักเรียนในแต่ละกลุ่มจับคู่ 2 คน หรือ 3 คน ทํากิจกรรมการอ่านแบบเรียน ร่วมกัน
7.2 ครูจัดทีมใหม่โดยให้แต่ละทีมมีนักเรียนต่างระดับความสามารถอย่างน้อย๒ทีมทํากิจกรรม
ร่วมกัน เช่น เขียนรายงาน แต่งความ ทําแบบฝึ กหัดและแบบทดสอบต่างๆ และมี
การให้คะแนนผลงานของแต่ ละทีม ทีมใดได้คะแนน 90% ขึ้นไป จะได้รับประกาศนียบัตรเป็น
“ซุปเปอร์ ทีม” หากได้รับคะแนนตั้งแต่80 - 89% ก็จะได้รับรางวัลรองลงมา
7.3 ครูพบกลุ่มการอ่านประมาณวันละ
20 นาที แจ้งวัตถุประสงค์ในการอ่าน และนําคําศัพท์ใหม่ๆ ทบทวนศัพท์เก่า
ต่อจากนั้นครูจะกําหนดและแนะนําเรื่องที่อ่านแล้วให้ผู้เรียนทํา กิจกรรมต่างๆ
ตามที่ครู จัดเตรียมไว้ให้ เช่น อ่านเรื่องในใจแล้วจับคู่อ่านออกเสียงให้เพื่อนฟัง
และช่วยกัน แก้จุดบกพร่องหรือครู ให้นักเรียนช่วยกันตอบคําถาม วิเคราะห์ตัวละคร
วิเคราะห์ปัญหาหรือ ทํานายว่าเรื่องจะเป็อไปเป็นอย่างไรต่ ต้น
7.4 หลังจากกิจกรรมการอ่าน
ครูนําการอภิปรายเรื่องที่อ่าน โดยครูจะเน้นการ ฝึ กทักษะต่างๆ ในการ อ่าน เช่น
การจับประเด็นปัญหาทํานาย เป็ นต้น
7.5 นักเรียนรับการทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ
นักเรียนจะได้รับคะแนน เคคลและทีม
7.6 นักเรียนจะได้รับการสอนและฝึกทักษะการอ่านสัปดาห์ละ
1 วัน เช่น ทักษะการจับใจความสําคัญ ทักษะการอ้างอิง ทักษะการใช้เหตุผล เป็ นต้น
7.7 นักเรียนจะได้รับชุดการเรียนการสอนเขียน
ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อ การเขียนได้ตามความ สนใจ
นักเรียนจะช่วยกันวางแผนเขียนเรื่องและช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง
และในที่สุดตีพิมพ์ผลงาน ออกมา
7.8 นักเรียนจะได้รับการบ้านให้เลือกอ่านหนังสือที่สนใจและเขียนรายงาน
เรื่องที่อ่านเป็ นรายบุคคล
โดยให้ผู้ปกครองช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนที่บ้าน โดยมี แบบฟอร์มให้
รูปแบบนี้พัฒนาขึ้นโดย
เอลิซาเบธ โคเฮนและคณะ (Elizabeth Cohen) เป็ น รูปแบบที่คล้ายคลึงกับรูปแบบ จี.
ไอ.
เพียงแต่จะเน้นการสืบเสาะหาความรู้เป็นกลุ่มมากกว่าการทําเป็น รายบุคคล
นอกจากนั้นงานที่ให้ยังมี
ลักษณะของการประสานสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทักษะหลาย
ประเภท และเน้นการให้ความสําคัญแก่ผู้เรียน
เป็นรายบุคคล
โดยจัดงานให้เหมาะสมกับความสามารถ และความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน ดังนั้นครจึง
จําเป็
นต้องค้นหาความสามารถเฉพาะทางของผู้เรียนที่ อ่อน โคเฮน เชื่อว่า
หากผู้เรียนได้รับรู้ว่าตนมีความถนัด
ในด้านใด
จะช่วยให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการ พัฒนาตนเองในด้านอื่นๆ
ด้วยรูปแบบนี้จะไม่มีการใช้กลไกของ
การให้รางวัลเนื่องจากเป็
นรูปแบบที่ได้
ออกแบบให้งานที่แต่ละบุคคลที่สามารถสนองตอบความสนใจของผู้เรียนและสามารถจูงใจผู้เรียนแต่ละ
คนอยู่
แล้ว
ง.
ผลที่ผ้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรููปแบบ
ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้เนื้อหาสาระด้วยตนเองและด้วยความร่วมมือและ
ช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รวมทั้ง
ได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่างๆ
จํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิง่ ทักษะการ ทํางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการ
ประสานสัมพันธ์ ทักษะการคิด ทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการ แก้ปัญหา เป็ นต้น
รูปแบบการเรียนการสอนที่ได้คัดสรรมานําเสนอไว้ในบทนี้ล้วนเป็นรูปแบบที่น่าสนใจ
มีความแปลกใหม่และ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสอนและการเรียนรู้ทั้งสิ้น
หากผู้สอนให้ความสนใจและพยายามศึกษาให้เข้าใจ
และลองนําไปใช้อย่างเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของรูปแบบนั้นๆ จะสามารถช่วยให้การเรียนการสอนมี
ประสิทธิภาพเพิมขึ่้น มีโอกาสพัฒนาความสามารถในการคิดมาก
ขึ้นและเกิดการพัฒนาอย่างรอบด้าน
รูปแบบการเรียนการสอนที่เป็
นสากลซึ่งได้รับการพิสูจน์ทดสอบประสิทธิภาพและได้รับความ นิยม
โดยทัวไปมีจํานวนมากและครอบคลุมการพัฒนาทั่้งทางด้านพุทธิพิสัย
จิตพิสัย ทักษะพิสัย และการ พัฒนา ทักษะกระบวนการต่างๆ
รวมทั้งรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการหรือเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวม
ผู้สอนที่ต้องการจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์หรือเนื้อหาสาระต่างๆ
ได้อย่างมี ความหมาย เกิดความ เข้าใจได้ดีและสามารถจดจําสิ่งที่เรียนรู้ได้นาน
ควรศึกษารูปแบบของจอยส์และวีล กานเย และออซูเบล ส่วนผู้ที่
สนใจจะฝังค่านิยมหรือช่วยให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจอย่างชาญฉลาดใน
ประเด็นปัญหาขัดแย้งต่างๆ รวมทั้ง
การช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าจ
วามรู้สึกและพฤติกรรมทั้งของ ตนและของผู้อื่น ควรศึกษารูปแบบของแค รทโวลบลูม
และมาเซีย และรูปแบบของจอยส์และวีลสําหรับ การพัฒนาด้านทักษะพิสัยนั้น
รูปแบบการพัฒนา ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันแฮร์โรว์และเดวีส์สามารถ
ช่วยได้นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการเรียนการสอนทักษะ กระบวนการต่างๆ อันเป็
นเครื่องมือสําคัญในการ เรียนรู้และดํารงชีวิตอีกหลายรูปแบบที่สามารถช่วยพัฒนา
ทักษะกระบวนการสืบสอบ กระบวนการคิด อุปนัย กระบวนการคิดสร้างสรรค์
และกระบวนการคิดแก้ปัญหา อนาคต เป็นต้น ส่วนการจัดการเรียนการ
สอนเพื่อเน้นการบูรณาการนั้น สามารถใช้รูปแบบการเรียนการสอน
ทางตรง
การสอนโดยการสร้างเรื่อง การสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้MAT 4และการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ซึ่งล้วน เป็นรูปแบบที่แปลกใหม่และ น่าสนใจทั้งสิ้น
สมควรที่ผู้สอนทั้งหลายจะสร้างความสนใจ ศึกษาให้เข้าใจ และ นําไปทดลองใช้เพื่อ
ปรับปรุงและเพิมประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของตน่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น