วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้

การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้
การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้จะเป็นการจำกัดขอบเขตของเรื่องที่จะนำมาสอนกับเรื่องที่ไม่ต้องนำมาสอนซึ่งมีความสำคัญยิ่งในปัจจุบันเนื่องจากหนังสือเรียนบรรจุสารสนเทศไว้มากเกินกว่าที่จะนำมาสอนอย่างมีประสิทธิผลในระยะเวลาหนึ่งภาคเรียน ควรยึดหลักว่า เพื่อเป็นผลดีต่อ การเรียนรู้จริงๆๆของผู้เรียนสื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นถึงแม้ว่าจะน้อยแต่ก็ดีกว่าสื่อเรียนรู้ขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเรียน
วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ เนื้อหาสาระที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ อาจจะแบ่งได้หลายลักษณะ เช่น กาเย่และบริกส์ กำหนดสาระการเรียนรู้ดังนี้
            1. ข้อมูลที่เป็นความรู้
            2. เจตคติ
            3. ทักษะ
  เดคโค สาระการเรียนรู้ตามจุดประสงค์เป็น
1. ทักษะ
2. ความรู้ที่เป็นข้อมูลธรรมดา
3. ความคิดรวบยอดและหลักการ
4. การแก้ปัญหาการสร้างสรรค์และการค้นพบ

การออกแบบและพัฒนาภาระงาน
            Herman,(1992 อ้างถึงในชอบลีซอ (2555)การประเมินตามสภาพจริง สำนักทดสอบทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ)การออกแบบและพัฒนาภาระงาน ต้องอาศัยหลักวิชา การวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในเนื้อหาสาระในระดับมืออาชีพขั้นตอนการสร้างภาระงานมีดังนี้
             1.การระบุความรู้และทักษะที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน โดยเริ่มจากพิจารณาและวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตร ผลการเรียนที่คาดหวัง หรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อที่จะสามารถระบุขอบเขตและประเภทความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
            ผู้สอนควรตั้งปัญหาถามตัวเอง 5 ข้อเพื่อที่จะระบุหรือกำหนดความรู้และความสามารถที่ผู้เรียนจะได้รับการปฏิบัติภาระงานคือ
                         1. ทักษะทางปัญญาและคุณลักษณะที่สำคัญที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ฝึกและพัฒนาคืออะไรเช่น การสื่อสารด้วยการเขียนอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาโดยให้ข้อมูลขั้นปฐมภูมิและจากเอกสารอ้างอิง การใช้หลักพีชคณิตเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
                         2. ทักษะและคุณลักษณะทางสังคมและจิตพิสัยที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนคืออะไร  เช่น การทำงานโดยอิสระ การปฏิบัติโดยร่วมมือกับผู้อื่น ความมั่นใจในความสามารถของตน และการรู้จักรับผิดชอบ เป็นต้น
                         3. ทักษะความคิดระดับสูงและอภิปัญญา ที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนคืออะไร เช่น การใคร่ครวญ  ตรึกตรอง ทบทวนกระบวนการทำงานของตน(ผู้เรียน)การประเมินประสิทธิภาพของกลไกวิธีที่ตน(ผู้เรียน)ใช้ การพิจารณาและประเมินความก้าวหน้าของตนเอง(ผู้เรียน)เป็นระยะๆ เป็นต้น
                         4. ความสามารถที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความสามารถอะไร เช่น ความสามารถในการวางแผนศึกษาค้นเพื่อหาคำตอบให้กับประเด็นปัญหาที่กำหนดให้ ความสามารถจำแนกประเภทปัญหาที่สามารถใช้หลักการทางเรขาคณิตแก้ไขได้ การแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด เป็นต้น
                        5. หลักการทางวิชาการและความคิดรวบยอดที่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้คืออะไร เช่น การใช้หลักการทางนิเวศวิทยากำหนดแนวปฏิบัติในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การใช้หลักคณิตศาสตร์ไตรยางค์ในการแก้ปัญหาหรือการซื้อขาย เป็นต้น
             2. ออกแบบภาระงานที่ผู้เรียนต้องความรู้และทักษะ(จากข้อ 1) ลักษณะสำคัญของงานคือต้องกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียน มีความท้าทาย แต่ไม่ยากเกินไปจนผู้เรียนทำไม่ได้ และในขณะเดียวกันต้องครอบคลุมสาระสำคัญทางวิชาและทักษะที่ลึกซึ้ง เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือ

Herman et al.(1992)ได้เสนอประเด็นคำถามสำคัญเพื่อให้ ผู้สอนพิจารณาในขั้นตอนนี้ คือ
                         1. เวลาจะต้องใช้เวลาเท่านั้น ผู้เรียนจะพัฒนาความรู้และทักษะที่เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติงานในระยะเวลาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เนื่องจากการพัฒนาความคิดรวบยอดที่สำคัญและทักษะกระบวนการคิดระดับสูง ความรู้ทักษะมักจะใช้เวลาในการเรียนรู้ยาวนานพอสมควรผู้สอน/ผู้ออกแบบควรจะกำหนดเวลาที่เหมาะสมตามประเภทของสาระสำคัญและความลึกซึ้งของทักษะ และวัยระดับชั้นเรียนหรือพัฒนาการด้านสติปัญญาของผู้เรียน
                         2. จะมีหลักการอย่างไรในการเลือกความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่มีจำนวนมากและหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่กำหนด หลักการสำคัญคือพัฒนาจากมาตรฐานการเรียนรู้ให้ความสำคัญกับความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา และความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่มี การใช้ประโยชน์ที่กว้างขวางและใช้ได้ในสถานที่หลากหลาย
                         3. พิจารณาโลกแห่งความเป็นจริง ผู้สอน/ผู้ออกแบบควรให้ความสำคัญต่อความรู้ ทักษะและคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ควรให้ความสนใจกับสิ่งที่เป็นเพียงอุดมคติแต่ไม่สามารถบรรลุได้ในความเป็นจริง
             3. การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนหรือเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน เป็นปรนัย เป็นที่ยอมรับ และสามารถสะท้อนให้เห็นถึงระดับของผลสัมฤทธิ์ทางด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เกณฑ์การให้คะแนนส่วนมากมักจะอยู่ในตาราง 2 มิติประกอบด้วย
            ส่วนหัวของ Rows จะแสดงระดับคุณภาพของความรู้ ทักษะหรือความสามารถของแต่ละ Column จำนวน Rowsจะขึ้นอยู่กับจำนวนของระดับ คุณภาพที่ต้องการใช้ และส่วนมากจะอยู่ระหว่าง 2 ถึง 3 ระดับ
            ช่องแต่ละช่องในตารางคำบรรยายถึงระดับคุณภาพแต่ละระดับของความรู้ ทักษะ หรือความสามารถที่ประเมินภาระงานแต่ละชิ้นควรจะมีเกณฑ์การประเมินเฉพาะตัว เกณฑ์การประเมินที่ออกแบบมาอย่างดีจะให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนว่าจะต้องแสดงความสามารถด้านใดออกมาในระดับใดซึ่งจะได้คะแนนเท่าไหร่ เกณฑ์การประเมินอย่างเป็นเครื่องมือให้ผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนอย่างเป็นปรนัยและได้ผลการประเมินที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ควรจะมีตัวอย่างผลงานพร้อมทั้งระดับคะแนนแต่ละด้านให้นักเรียนได้ศึกษาประกอบด้วย
            หมายเหตุ ผู้สอน/ผู้ออกแบบควรจะภาระงานไปทำการตรวจสอบทบทวน และนำไปทดลองใช้ในภาคสนาม นำผลกลับมาศึกษาวิเคราะห์ และปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้ในสถานที่จริงต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนแ...